เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จัดเวทีเสวนา “การอภิปรายเกี่ยวกับผลกระทบจากการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป” ณ ห้อง 406-407 อาคารรัฐสภา
กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) กล่าวว่า ภาพรวมการเจรจาเขตการค้าเสรีไทยกับสหภาพยุโรป หรือเอฟทีเอไทย-อียู มีการเจรจามาแล้ว 9 รอบ เจรจาจบไปแล้ว 15 บทจาก 24 บท เหลือการเจรจาอีก 9 บท และกำลังจะมีการเจรจารอบที่ 10 ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 6 ตุลาคม 2569 ที่ จ.ภูเก็ต ประเทศไทย ซึ่งประเด็นที่ยังคงค้างอยู่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบกับคุณภาพชีวิตคนไทย เช่น การเกษตร การเข้าถึงยา การเปิดเสรีแอลกอฮอล์ การนำเข้าสารเคมีขยะพิษที่ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบกับสิทธิมนุษยชน สิทธิในการเข้าถึงยา สิทธิของผู้บริโภค และสิทธิของเกษตรกรด้วย
ที่ผ่านมาภาคประชาสังคมอย่าง FTA Watch ได้รับความร่วมมือทั้งจาก สว. สส. รวมถึงกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นอย่างดี แต่มีแนวโน้มว่ารัฐบาลไทยจะเร่งการเจรจาให้จบภายในปีนี้ ภาคประชาชนจึงมีความห่วงกังวลว่ารัฐบาลไทยจะยังคงหนักแน่นหรือจะปกป้องผลประโยชน์ให้กับประชาชนในประเทศได้มากน้อยขนาดไหน เพราะในรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้กำหนดให้การทำสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมต้องผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทำให้การพิจารณาเพียงแค่กรอบการเจรจารับทราบในระดับที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เท่านั้น
ในฐานะภาคประชาสังคมจึงใช้กลไกของรัฐสภาขอให้เชิญทีมเจรจาช่วยเปิดเผยท่าทีการเจรจาต่อสาธารณะให้ชัดเจน และยืนยันว่าจะไม่นำสิทธิเกษตรกร การเข้าถึงยาของประชาชน การเปิดเสรีด้านแอลกอฮอล์ที่อาจมีผลกระทบต่อการผลิตสุราชุมชนไปแลกกับตัวเลขทางเศรษฐกิจ เพราะถ้าลงนามไปแล้วเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจะแก้ไขกลับมาได้ยาก
เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการโครงการเข้าถึงยา เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ กล่าวว่า สิ่งที่สหภาพยุโรปต้องการในเรื่องยาจากไทย ที่เห็นได้ชัดในการเงื่อนไขการเจรจาคือการขอการผูกขาดข้อมูลที่จะมาขึ้นทะเบียนยาเพิ่มไปอีก 5 ปี โดยอ้างความล่าช้าของ อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ในการออกไปอนุญาตทำการตลาด แต่หน้าที่ของ อย. ต้องคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค เพราะฉะนั้นต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการตรวจสอบ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ายาก่อนที่จะใช้ในประเทศได้ต้องมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยก่อนจึงจะนำมาใช้ได้
แต่การกำหนดเงื่อนไขจากอียูเหมือนเร่งให้กระบวนการออกใบอนุญาตทำให้เร็วขึ้น อาจทำให้กระบวนการตรวจสอบที่ต้องเข้มงวดต้องถูกละเลย และถ้าเป็นยาสูตรเด็กก็ขอเพิ่มระยะเวลาการคุ้มครองไปมากกว่าเดิม ซึ่งตัวเลขนี้อียูยังไม่ได้ระบุในเงื่อนไขชัดเจน
อย่างไรก็ตาม อย. ยังมีหน้าที่ดูแลเรื่องคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นยาต้นแบบ (ยาที่มีสิทธิบัตร) หรือยาชื่อสามัญต้องมาขอขึ้นทะเบียนกับ อย. เหมือนกันหมด ใช้มาตรฐานเดียวกันหมดในการตรวจสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัย ไม่ได้ดูว่ายาไหนมีสิทธิบัตรถึงจะพิจารณา
แต่สิ่งที่อียูต้องการกลับยื่นเงื่อนไขว่าถ้ามียาต้นแบบมาขอขึ้นทะเบียนยากับ อย. ต้องไม่ให้ อย.รับพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนยาชื่อสามัญที่เป็นยาตัวเดียวกับยาที่มีสิทธิบัตรไปอีก 8 ปี พอพ้น 8 ปีไปแล้วให้รับคำขอขึ้นสิทธิบัตรยาชื่อสามัญของบริษัทอื่นได้ แต่ห้ามออกใบอนุญาตไปอีก 2 ปี ถ้ายาชื่อสามัญอยากมาขายยาในประเทศไทยจึงต้องไปทำการทดลองใหม่แต่ต้น ไม่ให้เอาข้อมูลทางยามาเทียบดูกับยาต้นแบบ ทำให้บริษัทยาชื่อสามัญต้องใช้ต้นทุนในการผลิตที่สูงขึ้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ราคายาจะถูกลง การแข่งขันการผลิตยาในประเทศก็จะเป็นไปได้ยาก
มีการศึกษาผลกระทบความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และเครือข่ายนักวิชาการ (2568) ชี้ให้เห็นว่าเงื่อนไขของอียูนอกจากทำให้ยาชื่อสามัญนอกจากออกตลาดได้ช้าทำกำไรได้ยากแล้ว ยังทำให้ค่าใช้จ่ายทางยาในประเทศจาก 130,000 ล้านบาทในช่วง 10 ปีแรก เพิ่มเป็น 3.7 ล้านล้านบาทในช่วงอีก 30 ปี ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างระบบการรักษาพยาบาลในทุกระบบสุขภาพอย่างแน่นอน
นางรัชวรรณ จินดาวัฒน์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องยาเป็นเรื่องที่ EU เสนอมาตั้งแต่ต้น ซึ่งการเจรจาแต่ละครั้งกรมฯ ได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียนยา ในฐานะคณะทำงานจะใช้ความระมัดระวังในการเจรจา
เราย้ำถึงข้อห่วงกังวลหรือความอ่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องยาที่อาจจะเกิดผลกระทบกับการสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชนให้กับทางสหภาพยุโรปได้ทราบทุกครั้งว่าเป็นสิ่งที่อ่อนไหวต่อการเจรจาสูงสุด
การจัดเวทีในวันนี้ทำให้กรมฯ ได้มีโอกาสได้รับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียจากภาคประชาชน ขอรับความเห็นนี้นำไปใช้ประกอบการเจรจาในรอบถัดไปซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้
นายพัทธ์กมล ทัตติพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักยุโรป กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามที่กรมทรัพย์สินฯ ชี้แจงมาว่ายาเป็นเรื่องอ่อนไหวที่สุดเรื่องหนึ่งในการเจรจา ฝั่ง EU ทราบมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญ ต้องทำความเข้าใจกันเพื่อหาทางออกที่สามารถยอมรับร่วมกันได้ เรื่องที่ยากต้องใช้เวลาคุยกันนาน เพราะฝั่ง EU ก็มีประเด็นที่อ่อนไหวด้วยเช่นกัน
เราก็คงจะต้องพยายามหาทางออกที่เหมาะสมและต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ และเพื่อป้องกันเรื่องข้อกังวลให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ด้านยุพา สุขเรือง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ฝากถึงทีมเจรจาว่าไม่อยากให้นำเรื่องการเข้าถึงยาไปวางอยู่บนโต๊ะเจรจา เพราะจะทำให้คนที่จำเป็นต้องใช้ยา โดยเฉพาะโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงและต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องอาจเข้าไม่ถึงการรักษาที่จำเป็น ถ้ายามีต้นทุนที่สูงขึ้น ระบบสุขภาพในประเทศอาจดูแลชีวิตประชาชนต่อไปไม่ไหว โอกาสในการเข้าถึงยาใหม่ ๆ ก็คงเป็นไปได้ยาก
“อยากให้ทีมเจรจารับพิจารณาข้อห่วงกังวลของภาคประชาชน เวลาไปเจรจาอยากให้นึกถึงหน้าคนที่ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องด้วย เราไม่อยากให้เอาชีวิตคนไปเจรจาแลกเปลี่ยนในทางการค้า ถ้าเป็นไปได้อยากให้เอาออกไปเลย” ยุพากล่าว



















