‘ยุพา สุขเรือง’ ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นในฐานะผู้แทนประชาชนที่ใช้สิทธิบัตรทอง ในเวทีเสวนา “จับสัญญาณ! แก้ กม.บัตรทอง = ล้ม 30 บาท ถอยหลังสู่ระบบอนาถา?” ที่จัดโดยสภาองค์กรของผู้บริโภค เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา
ยุพากล่าวถึงความกังวลใจในการแก้ไขกฎหมายบัตรทองที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กำลังพยายามผลักดันให้เข้าสู่การพิจารณาในสภา โดยเฉพาะใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ การร่วมจ่าย ณ จุดบริการ และการมีส่วนร่วมในระบบ ว่าตั้งแต่ประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง” ที่รัฐบาลทำหน้าที่ซื้อประกันสุขภาพให้ประชาชน ทำให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจในการรักษา แม้เราไม่อยากเจ็บป่วยแต่ถ้าวันใดวันหนึ่งที่เราต้องเข้ารับการรักษา การมีบัตรทองก็ทำให้เราไม่ต้องกังวลใจว่าจะไม่ได้รับการรักษา

ประเด็นแรกถ้าให้มีการร่วมจ่าย ณ จุดบริการ คนที่ไม่ได้มาโรงพยาบาลบ่อย ๆ ก็อาจไม่มองว่าเป็นปัญหา แต่คนที่ต้องรับยาต่อเนื่อง เป็นผู้ป่วยเรื้อรัง ก็เกิดวามกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้ง เช่น ยาต้านไวรัสเอชไอวี ขวดละประมาณ 720 บาทต่อคนต่อเดือน ไปหาหมอแต่ละครั้งหมอจะจ่ายยาให้ล่วงหน้า 3 – 6 เดือน แต่ถ้าต้องให้ผู้รับบริการร่วมจ่าย 5-10% ก็อาจทำให้คนที่มารับบริการเกิดความลังเลใจที่จะรับยาล่วงหน้าหลาย ๆ เดือน
ผู้ติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่มีสุขภาพแข็งแรง ทำงานได้ เพียงแต่ต้องรับยาต้านฯ เพื่อควบคุมเชื้อไว้ หมอจึงไม่ได้นัดรับยาทุกเดือน จึงไม่ต้องลางาน หรือหยุดงานบ่อย ๆ แต่ถ้ามีการร่วมจ่ายย่อมทำให้เรากังวลว่าอาจมีเงินไม่พอจ่ายค่ายารวมถึงค่าตรวจรักษาอื่น ๆ จึงต้องเปลี่ยนแผนมาขอรับยาทีละเดือนแทน ซึ่งมีผลต่อการทำมาหากินที่ไม่ต่อเนื่อง
ที่สำคัญขนาดตอนนี้ที่ยังไม่มีการร่วมจ่ายยังมีคนหายไปจากระบบการรักษา แล้วถ้าเพิ่มเงื่อนไขในการร่วมจ่ายเข้ามาอีกอาจทำให้เพื่อนหายไปจากระบบการรักษามากกว่าเดิม หรือไม่มารับยาอย่างต่อเนื่อง เกิดปัญหาดื้อยา หรือบางคนอาจมีอาการอื่นๆ อีกเรียกได้ว่าเกิดผลกระทบตามมาอีกหลายด้าน
อีกประเด็นหนึ่ง คือ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในบอร์ดบริหาร (คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ของ สปสช. ที่ตอนนี้ถือว่ามีความหลากหลายและมีสัดส่วนที่เหมาะสมแล้ว เพราะมีทั้งผู้ให้บริการ ผู้รับบริการอย่างภาคประชาชน หน่วยงานของรัฐ และภาควิชาการด้วย จึงมองไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขแต่อย่างใด
ยุพามองว่า หากเราปล่อยให้สัดส่วนของบอร์ดถูดลดทอน โดยเฉพาะการลดจำนวนของภาคประชาชนลง อาจทำให้การเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานต้องถูกจำกัด เช่น ถ้าต้องพิจารณาเรื่องชุดสิทธิประโยชน์ที่ถูกกำหนดว่าต้องให้ตามความจำเป็น ก็เกิดคำถามว่าเป็นความจำเป็นของใคร พื้นฐานแบบไหน ถ้าบอร์ดที่พิจารณาชุดสิทธิประโยชน์มองในมิติแค่ว่า ‘การรักษาให้ไม่ตายจากโรคก็จบ’
ยุพายกตัวอย่างว่า เราอาจจะคิดแค่ว่าคนที่มีเอชไอวีได้รับยาต้านไวรัสฯ ก็เพียงพอแล้ว แต่ไม่ได้ดูเรื่องผลข้างเคียงจากการใช้ยาตัวเดิม ๆ ว่ารบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของผู้รับยามากน้อยขนาดไหน ก็ทำให้คนกินยารู้สึกไม่ดีต่อการรักษา หรือถ้ามียาตัวใหม่ ๆ ที่ผลข้างเคียงน้อยก็ไม่ถูกนำมาพิจารณา เพราะอาจตีความได้ว่ายังไม่จำเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริงการไม่ตายจากโรคยังไม่เพียงพอต้องทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำให้คนได้ออกไปใช้ชีวิตด้วยความมั่นใจด้วย
“ถ้าคนที่เคยทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนต้องหายไปจากกลไกการบริหารระบบ แล้วไปเพิ่มสัดส่วนให้ฝ่ายผู้ให้บริการเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้โอกาสที่จะพัฒนาหรือปรับปรุงชุดสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ยาก เพราะมองแค่ว่าไม่ตายอย่างเดียวก็พอแล้ว เหมือนมองไม่เห็นหัวประชาชน จึงเป็นอีกความกังวลถ้าการแก้ไขกฎหมายเข้าสู่สภา” ยุพากล่าว
ภาพจาก: สภาผู้บริโภค และ Chalermsak Kittitrakul
…..
ขณะนี้สภาผู้บริโภค เปิดให้ประชาชนร่วมลงลายมือชื่อคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ ที่ สว. พยายามชงเรื่องเข้าสู่สภา เพื่อไม่ให้สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขจากรัฐจากถ้วนหน้า ต้องกลายเป็นระบบอนาถาที่จัดให้เฉพาะผู้ที่ยากไร้เท่านั้น มาร่วมลงชื่อคัดค้านได้ที่ https://url.in.th/SPBRJ









