“เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ เผยปัญหา รพ.ประกันสังคมจ่ายยาต้านไวรัสฯ ไม่ครบตามหมอสั่ง ทำผู้ป่วยแบกรับค่าใช้จ่าย-เสี่ยงขาดยา ทั้งที่หลายฝ่ายออกมายืนยันว่ายาต้านฯไม่ขาดสต็อค จี้ประกันสังคมเร่งแก้ไขร่วมกับรพ. และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก”

จากกรณีที่เกิดปัญหาการขาดแคลนยาต้านไวรัสฯ จนทำให้ผู้ติดเชื้อฯ ต้องมารับยาที่โรงพยาบาลบ่อย ๆ นั้น ยุพา สุขเรือง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่มีเพื่อนผู้ติดเชื้อฯ ในพื้นที่รายงานเข้ามาอยู่เรื่อย ๆ ตั้งแต่ก่อนมีสงครามอีก จึงสะท้อนให้เห็นว่าน่าจะเป็นปัญหาด้านการบริหารจัดการมากกว่า เพราะถ้าเทียบสัดส่วนในภาพรวมที่เครือข่ายฯ ได้รับข้อมูลจากเพื่อนๆผู้ติดเชื้อฯ ก็จะพบว่าโรงพยาบาลส่วนใหญ่ยังจ่ายยาต้านไวรัสฯ ได้เป็นปกติ
“อยากหาสาเหตุที่แท้จริงเหมือนกันว่าทำไมโรงพยาบาลบางแห่งถึงมีปัญหาเรื่องการจ่ายยาไม่ตรงตามที่หมอสั่ง จึงอยากเห็นการแก้ปัญหาระดับนโยบายให้ทั้งองค์การเภสัชกรรม ประกันสังคม สปสช. รวมไปถึงฝ่ายงานเภสัชมาแลกเปลี่ยนว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหน เพราะเวลามีปัญหาว่ายาไม่พอ ทางโรงพยาบาลมักบอกว่าสั่งเบิกไปแล้วแต่ยายังไม่มาส่ง ส่วนองค์การเภสัชกรรมก็บอกว่ายาไม่ขาดแคลนส่งให้ตามที่โรงพยาบาลคีย์ข้อมูลมา จึงน่าจะมีการหารือแนวทางบริหารจัดการยาร่วมกัน เพื่อสร้างแนวทางการเบิกจ่ายยาได้ตรงตามแนวทางการรักษาและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่เน้นให้ผู้ติดเชื้อฯ ที่รักษาต่อเนื่องจนคงที่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมารพ.บ่อย ลดภาระการให้บริการของรพ.และลดค่าใช้จ่าย ลดการเดินทางของผู้ติดเชื้อฯด้วย” ยุพากล่าว

ด้านอภิวัฒน์ กวางแก้ว รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ มองว่า สถานการณ์ผู้ติดเชื้อฯ ได้รับยาต้านไวรัสฯ ไม่ครบตามแพทย์สั่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ซากๆ ต่อเนื่องหลายปีแล้ว โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งในระบบประกันสังคม ซึ่งโดยส่วนตัวได้รับเรื่องร้องเรียนจากเพื่อนผู้ติดเชื้อฯ ที่อยู่ในกรุงเทพฯ หลายราย เช่น บางคนหมอเขียนใบสั่งยาให้ 3 เดือน แต่เวลาไปรับยาที่ห้องจ่ายยากลับได้รับมาเพียง 1 เดือน หรือ 15 วัน หรือ 7 วันก็มี สร้างความลำบากใจให้ผู้ประกันตนที่ต้องลางานไปรับยาบ่อยๆ เพราะผู้ติดเชื้อฯ ไม่ได้มีอาการป่วย แข็งแรงดี ไปทำงานได้ปกติ ทำให้บางคนอาจลางานไม่ได้ ขาดยา หรือต้องไปซื้อยาจากคลินิกแทน เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายอย่างไม่จำเป็น
อภิวัฒน์เล่าให้ฟังว่าเคยนำเรื่องร้องเรียนส่งไปยังสำนักงานประกันสังคมอยู่หลายครั้ง ทั้งยื่นหนังสือในนามเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ โทรศัพท์ร้องเรียนไปยังสำนักงาน รวมไปถึงขอเข้าพบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แต่ดูเหมือนไม่ได้รับการตอบสนองดีเท่าที่ควร
สำนักงานประกันสังคมให้คำแนะนำว่าควรให้คนที่เดือดร้อนเข้ามาร้องเรียนโดยตรง จะได้จัดการปัญหาเป็นรายกรณี ซึ่งทำให้ผู้ประกันตนกังวลผลกระทบในแง่ของการรักษาความลับและการเข้ารับบริการในครั้งถัดไปจากสถานพยาบาลที่ถูกร้องเรียน จึงสะท้อนให้เห็นว่าสิทธิประกันสังคมยังไม่มีกลไกในการปกป้องคุ้มครองสิทธิอย่างจริงจังเลย
อภิวัฒน์ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า อยากเสนอไปที่สำนักงานประกันสังคม และบอร์ด (คณะกรรมการ) ประกันสังคม ให้เร่งแก้ไขปัญหาการจ่ายยาต้านไวรัสฯ ไม่ตรงตามแนวทางการรักษา และควรมีการกำกับติดตามและควบคุมทั้งคุณภาพและมาตรฐานการรักษาให้กับสถานพยาบาลที่เป็นคู่สัญากับประกันสังคม โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการระบบ
เช่น ตอนนี้ รพ.ประกันสังคมหลายแห่ง ทั้งรัฐและเอกชน จ่ายยาต้านไวรัสฯ เป็นปกติเพียง 1- 2 เดือน ทำให้ผู้ประกันต้องมาบ่อยโดยไม่จำเป็น ต้องให้ประกันสังคมไปหาทางแก้ ให้ รพ.จ่ายยาตามมาตรฐานสำหรับคนที่รักษาคงที่คือ 3 – 6 เดือน ตามแนวทางการรักษาที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้คนได้รักษาต่อเนื่อง ไม่ขาดยา หรือถ้าพบสถานพยาบาลคู่สัญญาจัดบริการไม่เป็นไปตามมาตรฐาน รก็ต้องมีระบบติดตามตรวจสอบปัญหาและพัฒนาให้ได้ตามมาตรฐาน ไม่ใช่เพียงแก้เป็นปัญหาเป็นราย ๆ เท่านั้น









