กรุงเทพฯ, 9 กันยายนเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย (เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ) แสดงความยินดีกับเครือข่ายผู้ป่วยและภาคประชาสังคมอินโดนีเซีย ต่อชัยชนะครั้งสำคัญในการปกป้องสิทธิในการเข้าถึงยา หลังศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ให้ฟื้นบทบัญญัติในกฎหมายสิทธิบัตรที่ป้องกันการจดสิทธิบัตรยาแบบ evergreening หรือการยื่นจดสิทธิบัตรต่อเนื่องจากยาเดิม เพื่อยืดระยะเวลาการผูกขาดตลาดออกไป โดยไม่ได้มีนวัตกรรมหรือประโยชน์ทางการรักษาที่มีนัยสำคัญอย่างแท้จริง

สืบเนื่องจากเมื่อปี 2567 รัฐบาลอินโดนีเซีย ‘ยกเลิก’ มาตรา 4 (f) ในกฎหมายสิทธิบัตรพร้อมแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเดิมกำหนดไม่ให้สิทธิบัตรแก่การใช้ใหม่ในผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่หรือเป็นที่รู้จักแล้ว และรูปแบบใหม่ของสารประกอบเดิมที่ไม่ได้ทำให้ประสิทธิผลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ผู้ร้องทั้ง 10 รายประกอบด้วยองค์กรผู้ป่วย องค์กรภาคประชาสังคม ผู้ป่วยและนักกิจกรรมในอินโดนีเซีย ร่วมกันยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าการยกเลิกมาตราดังกล่าวเปิดช่องให้เกิดสิทธิบัตรคุณภาพต่ำ ยืดการผูกขาดยา ชะลอการแข่งขันจากยาชื่อสามัญ และกระทบต่อสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงยาที่จำเป็น

คดีดังกล่าวเริ่มเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 หลังการพิจารณาคดีรวม 7 นัด ใช้เวลาประมาณ 8 เดือน

ศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียเห็นว่าการยกเลิกมาตรา 4 (f) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยในการยื่นคำร้อง ผู้ร้องอ้างถึงมาตรา 28 C (1) มาตรา 28 D (1) และมาตรา 28 H (1) ของรัฐธรรมนูญอินโดนีเซีย ซึ่งรับรองสิทธิของประชาชนในการได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต การได้รับความคุ้มครองและความเป็นธรรมทางกฎหมาย รวมถึงสิทธิในการมีสุขภาพและได้รับบริการสุขภาพ

นอกจากนี้ ศาลยังมีคำวินิจฉัยให้บทบัญญัติมาตรา 4 (f) กลับมามีผลใช้บังคับอีกครั้ง ส่งผลให้การใช้ใหม่ของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมหรือเป็นที่รู้จักแล้ว และรูปแบบใหม่ของสารประกอบที่มีอยู่แล้วซึ่งไม่ได้ทำให้ประสิทธิผลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ‘ไม่สามารถ’ ขอรับสิทธิบัตรได้ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรกับสิทธิด้านสุขภาพของประชาชน และช่วยป้องกันการยืดการผูกขาดยาผ่านสิทธิบัตรที่ไม่ได้สะท้อนนวัตกรรมที่แท้จริง

ที่สำคัญ ศาลยังให้ความเห็นเกี่ยวกับการตีความคำว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” โดยเห็นว่าไม่ควรถูกตีความจำกัดเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ทรงสิทธิบัตรเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงบุคคลและองค์กรที่ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น สมาคมผู้ป่วย กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภค องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิในสุขภาพ และนักวิจัยอิสระ ซึ่งมีส่วนได้เสียโดยชอบและมีบทบาทในการตรวจสอบระบบสิทธิบัตรเพื่อประโยชน์สาธารณะด้วย

อินโดนีเซียพิสูจน์ว่า Evergreening ไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิบัตร แต่กระทบโดยตรงต่อสิทธิในการเข้าถึงยา

บทเรียนจากอินโดนีเซียมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย เพราะปัญหาสิทธิบัตรยาแบบ evergreening เป็นปัญหาที่ประเทศไทยตระหนักและมีหลักฐานทางวิชาการรองรับมานานกว่าทศวรรษแล้ว งานวิจัยเรื่อง “โครงการสิทธิบัตรยาที่จัดเป็น evergreening patent ในประเทศไทย และการคาดประมาณผลกระทบที่เกิดขึ้น” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และเผยแพร่เมื่อปี 2555 โดยศึกษาข้อมูลคำขอรับสิทธิบัตรในช่วงปี 2543–2553 จำนวน 2,188 คำขอ และพบว่าเมื่อพิจารณาข้อถือสิทธิหลักของแต่ละคำขอ มีคำขอจำนวน 1,839 ฉบับ หรือร้อยละ 84 ที่งานวิจัยจัดว่าเข้าลักษณะ evergreening ซึ่งอาจยืดการผูกขาดและขัดขวางยาชื่อสามัญเข้าสู่ตลาด

การศึกษายังประเมินผลกระทบจากยาจำนวน 59 รายการว่า คำขอรับสิทธิบัตรแบบ evergreening ในช่วงปี 2539–2571 อาจทำให้ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นสะสมประมาณ 8,477.7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่เกิด evergreening

แม้ข้อมูลดังกล่าวเป็นผลการศึกษาจากคำขอรับสิทธิบัตรในอดีต แต่สะท้อนว่าประเทศไทยตระหนักถึงปัญหา evergreening และผลกระทบต่อการเข้าถึงยามานานแล้ว จึงยิ่งเป็นเหตุผลว่าการแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันไม่ควรปล่อยให้ปัญหาดังกล่าวที่มีมากว่าทศวรรษยังคงดำรงอยู่ต่อไป

จากจาการ์ตาถึงกรุงเทพฯ: ถึงเวลาที่ไทยต้องเลือกว่าจะ ‘ป้องกัน’ หรือ ‘เปิดช่อง’ ให้ Evergreening

ชัยชนะของประชาชนอินโดนีเซียเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย เพราะไทยกำลังอยู่ระหว่างการแก้ไขพระราชบัญญัติสิทธิบัตร ซึ่งภาคประชาสังคมมีข้อกังวลว่าบทบัญญัติบางส่วนที่เสนอแก้ไขจะทำให้การใช้มาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตร (Compulsory Licensing: CL) ทำได้ยากขึ้น รวมถึงการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป ที่มีความเป็นไปได้ที่จะสรุปการเจรจาในรอบที่ 10 ที่จะจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 2 ตุลาคมนี้ ซึ่งมีประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยาเป็นหนึ่งในข้อกังวลอย่างยิ่งของภาคประชาสังคม

บทเรียนจากอินโดนีเซียจึงชี้ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการเพิ่มสิทธิผูกขาดทางทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวคือ ประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องรักษาและเสริมสร้างมาตรการยืดหยุ่นตามความตกลงทริปส์ รวมถึงมาตรการป้องกันการจดสิทธิบัตรแบบ evergreening เพื่อปกป้องสิทธิในการเข้าถึงยาของประชาชน

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียยังสะท้อนหลักการสำคัญว่า แม้กฎหมายจะมีกลไกในการแก้ไขปัญหาการผูกขาดเมื่อมีการให้สิทธิบัตรไปแล้ว เช่น การใช้สิทธิโดยรัฐ (Government Patent Implementation) การนำเข้าคู่ขนาน (Parallel Importation) การใช้สิทธิตามสิทธิบัตร (Compulsory Licensing) หรือข้อยกเว้นตามหลักโบลาร์ (Bolar Provision) แต่กลไกเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนมาตรการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เช่น มาตรา 4 (f) ซึ่งป้องกันไม่ให้สิ่งที่ไม่สมควรได้รับสิทธิบัตรได้รับการคุ้มครองตั้งแต่แรกได้

ข้อเสนอต่อรัฐบาลไทย: อย่ารอให้ต้องแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ใช้ช่วงเวลาของการแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรและการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป เป็นโอกาสในการสร้างระบบสิทธิบัตรที่ส่งเสริมนวัตกรรมที่แท้จริงควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของประชาชน โดย

  1. แก้ไขพระราชบัญญัติสิทธิบัตรให้มีมาตรการป้องกันการจดสิทธิบัตรยาแบบ evergreening โดยกำหนดมาตราที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การให้สิทธิบัตร (patentability) ให้ชัดเจนและรัดกุม เพื่อไม่เปิดช่องว่างให้การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของยาเดิมได้รับสิทธิบัตรโดยปราศจากนวัตกรรมที่แท้จริง รวมถึงกำหนดไม่ให้การใช้ การใช้ทางการแพทย์ และการใช้เพื่อการรักษาโรคเป็นสิ่งที่สามารถขอรับสิทธิบัตรได้
  2. รักษาและเสริมความเข้มแข็งของกลไกการคัดค้านสิทธิบัตร และยังคงรับรองสิทธิของผู้ป่วย ผู้บริโภค นักวิชาการ องค์กรภาคประชาสังคม และบุคคลทั่วไปในการตรวจสอบและคัดค้านสิทธิบัตรที่อาจกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการตีความของศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซีย และคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศของไทยในคดีสิทธิบัตรยา ddI
  3. ยกระดับคุณภาพการตรวจสอบสิทธิบัตรยา โดยใช้หลักเกณฑ์การตรวจสอบที่คำนึงถึงผลกระทบด้านสาธารณสุข และพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรเพื่อแยกแยะระหว่างนวัตกรรมที่แท้จริงกับการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเพื่อยืดการผูกขาด และนำแนวทางการตรวจสอบสิทธิบัตรยาที่พัฒนาบนพื้นฐานหลักเกณฑ์ของ WHO, UNCTAD และ ICTSD มาใช้
  4. ไม่ยอมรับข้อเรียกร้องด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลก หรือ TRIPS-plus ในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะฉบับที่ไทยกำลังเจรจากับสหภาพยุโรป ซึ่งจะทำให้การผูกขาดยานานหรือเข้มงวดกว่าพันธกรณีภายใต้องค์การการค้าโลก รวมทั้งต้องไม่ยอมให้ความตกลงการค้าจำกัดความสามารถของไทยในการนำมาตรการคุ้มครองสาธารณสุขต่างๆ มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการโครงการส่งเสริมการเข้าถึงยา เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่าสิ่งที่ประชาชนอินโดนีเซียทำสำเร็จในครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยว่า การไม่รับจดสิทธิบัตรยาแบบ evergreening เป็นการปกป้องสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงยา ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ทั้งการแก้กฎหมายสิทธิบัตรและการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป เราต้องไม่เปิดช่องให้มีการผูกขาดยานานขึ้น แต่ควรใช้โอกาสนี้ปิดช่องการจดสิทธิบัตรแบบ evergreening และทำให้กฎหมายสิทธิบัตรของไทยให้ความสำคัญกับประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะในด้านสาธารณสุข

อ้างอิงข้อมูลและภาพประกอบ
https://igj.or.id/2026/08/29/patient-rights-victory-constitutional-court-restores-anti-evergreeningprovision-in-patent-law-and-strengthens-protection-of-access-to-medicines/?lang=en
https://makemedicinesaffordable.org/anti-evergreening-safeguards-return-to-indonesias-patent-law-in-constitutional-court-victory-for-patients-rights-group/
https://twn.my/title2/intellectual_property/info.service/2026/ip260802.htm
https://url.in.th/eBtUo