โดย เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย (TNP+)
เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 “นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว” รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ร่วมเวทีเสวนา “ระบบสุขภาพประกันสังคมในฝัน” ร่วมกับข่ายสุขภาพอื่น ๆ เพื่อสะท้อนสถานการณ์ปัญหาในฐานะผู้ประกันตนจากการใช้บริการด้านเอชไอวีและข้อเสนอแนะที่จะช่วยใผู้ประกันตนได้รับบริการด้านสุขภาพที่มีมาตรฐาน พร้อมรับฟังแนวนโยบายจากผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคมในฝั่งของผู้ประกันตนที่มีต่อการพัฒนาระบบสุขภาพด้วย
ปัญหาการเข้าถึงบริการด้านเอชไอวี
- แนวปฏิบัติการใช้สิทธิการรักษา แตกต่างไปในแต่ละพื้นที่ ไม่มีมาตรฐาน เช่น รับยาต้านไวรัสเอชไอวี ต้องมาที่รพ.แม่ข่ายที่เป็นคู่สัญญาสปส. เท่านั้น ยาอื่นรับรพช.ได้ , รับยาต้านฯ ที่ รพช.ได้ แต่ต้องมาตรวจแล็บและยาโรคอื่นที่รพ.แม่ข่าย และรูปแบบอื่นๆ สร้างความยุ่งยากในการรับบริการ
- สิทธิประโยชน์สูตรยาใหม่ล่าช้าไม่ทันแนวทางการรักษาใหม่ที่ปรับเปลี่ยน
- ผู้ติดเชื้อฯ ที่อาการคงที่แล้ว ควรได้ยา 3-6 เดือน แต่รพ.บางแห่ง ให้สิทธิสปส. เพียง 1-2 เดือน หรือที่หนักคือ ทุก 15 วัน หรือ 1 สัปดาห์ โดยเฉพาะรพ.เอกชนในกทม.
- ไม่สนับสนุนค่าส่งยาไปรษณีย์ ทำให้มีการเรียกเก็บเงินค่าส่งจากผู้ประกันตน
ข้อที่ 1: ปลดล็อกการเข้าถึงบริการ ยืดหยุ่น ยึดผู้ประกันตนเป็นศูนย์กลาง
- เข้ารับบริการได้ที่สถานพยาบาลรัฐทุกแห่ง: เปิดให้ผู้ประกันตน (ทั้งผู้ติดเชื้อ HIV และทั่วไป) เลือกหน่วยบริการประจำและเข้ารับการรักษา ยาต้านไวรัส และบริการสุขภาพ ณ โรงพยาบาลของรัฐได้ทุกระดับ (รพศ./รพท./รพช./ศูนย์บริการสาธารณสุข/รพ.สต.) เพื่อลดภาระการเดินทางและสร้างความต่อเนื่องในการรักษา
- ปรับเกณฑ์เปลี่ยนสิทธิ: ขยายสิทธิให้ผู้ประกันตนย้ายสถานพยาบาลประจำได้ 4 ครั้งต่อปี เทียบเท่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง)
ข้อที่ 2: ปรับระบบยาและสิทธิประโยชน์รวดเร็ว ทันสมัย
- เร่งรัดอนุมัติยาสูตรใหม่/สิทธิประโยชน์: ปรับกระบวนการอนุมัติยาและสิทธิประโยชน์ใหม่ให้รวดเร็ว ทันการณ์ เท่าเทียมกับระบบบัตรทอง โดยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เมื่อบัตรทองเพิ่มยาหรือสิทธิประโยชน์ใหม่ ก็ควรเป็นสิทธิของผู้ประกันตนได้ทันทีเช่นกัน
- จ่ายยาอย่างน้อย 3–6 เดือน: กำหนดหลักเกณฑ์จ่ายยาต้านไวรัสและยารักษาโรคร่วมอื่นๆ สำหรับผู้รับการรักษาคงที่ คราวละ 3–6 เดือน กำกับไม่ให้มีการจ่ายรายสัปดาห์หรือราย 15 วันโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ เพื่อลดภาระการมารับยาของผู้ประกันตน และลดความแออัดในโรงพยาบาล
ข้อที่ 3: ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ทันตกรรมให้ทัดเทียมระบบอื่น
- ยกเลิกเพดาน 900 บาท/ปี: ยกเลิกการจำกัดวงเงินทันตกรรมขั้นพื้นฐาน (ถอน อุด ขูด) 900 บาท/ปี ซึ่งไม่เพียงพอและละเมิดสิทธิสุขภาพ
- คุ้มครองการรักษาตามมาตรฐานโดยไม่ต้องสำรองจ่าย: กำหนดสิทธิประโยชน์ทันตกรรมตามมาตรฐานการรักษาทางทันตกรรม โดยไม่จำกัดเพดาน ไม่ต้องสำรองเงินก่อน และห้ามเรียกเก็บเงินเพิ่ม
ข้อที่ 4: ปรับสิทธิการคลอดบุตรและสร้างสวัสดิการเด็กแรกเกิด
- การคลอดบุตรคือ “สิทธิการรักษาพยาบาล”: ให้ผู้ประกันตนเข้ารับบริการคลอดบุตรฟรีในสถานพยาบาลตามสิทธิ โดยไม่ต้องสำรองจ่าย
- เงินขวัญถุงสวัสดิการเด็กแรกเกิด: ปรับเปลี่ยนค่าคลอดบุตรเหมาจ่ายเดิม ให้เป็น “เงินขวัญถุงสวัสดิการเด็กแรกเกิด” เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตเด็กแรกเกิดโดยตรง
ข้อที่ 5: ยกระดับการเข้าถึงบริการสาธารณสุขวิถีใหม่
- ระบบ Telemedicine และจัดส่งยาฟรี: สนับสนุนระบบการแพทย์ทางไกล และระบบจัดส่งยาถึงบ้าน (ทางไปรษณีย์/ไรเดอร์) โดยผู้ประกันตนไม่ต้องจ่ายเงินปลายทาง
- เชื่อมโยงนวัตกรรมบริการกับบัตรทอง: เปิดให้ผู้ประกันตนใช้บริการนวัตกรรมสุขภาพได้ฟรี ได้แก่: 1) ดูแลเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ ณ ร้านยาคุณภาพ 2) บริการ ณ หน่วยบริการนวัตกรรมใกล้บ้าน (ร้านยา คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น คลินิกเทคนิคการแพทย์ชุมชนอบอุ่น คลินิกเวชกรรมชุมชนอบอุ่น คลินิกทันตกรรมชุมชนอบอุ่น ฯลฯ) 3) บริการโรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ทั่วประเทศ (CA Anywhere)
ข้อที่ 6: เพิ่มกลไกคุ้มครองสิทธิและการมีส่วนร่วม
- ตั้งคณะทำงานด้าน HIV: จัดตั้งคณะทำงานพัฒนาคุณภาพบริการด้านเอชไอวี โดยมีกรรมการบอร์ด สปส. ฝ่ายผู้ประกันตนเป็นประธาน โดยการมีส่วนร่วมจากเครือข่ายภาคประชาชน
- ช่องทางด่วนรับร้องเรียนการรักษา: จัดตั้ง Hot-line รับร้องเรียนเรื่องยา การรักษา การเรียกเก็บเงิน เช่น ยาต้านไวรัสเอชไอวี การบำบัดทดแทนไต มีกลไกติดตามตรวจสอบและคืนเงินให้ผู้ประกันตนอย่างรวดเร็ว
ข้อที่ 7: มุ่งสู่ระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว เท่าเทียม เป็นธรรม
ในระยะยาว ขอเสนอให้ สปส. ดำเนินการร่วมกับสปสช. ตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เพื่อให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขตามระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มุ่งสู่ระบบสุขภาพ มาตรฐานเดียว เท่าเทียมกัน
| มาตรา 10 ขอบเขตของสิทธิรับบริการสาธารณสุขของผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม การขยายบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัตินี้ไปยังผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการและคณะกรรมการประกันสังคมตกลงกัน ให้คณะกรรมการจัดเตรียมความพร้อมในการให้บริการสาธารณสุขแก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมและเมื่อได้ตกลงกันเกี่ยวกับความพร้อมให้บริการสาธารณสุขกับคณะกรรมการประกันสังมแล้ว ให้คณะกรรมการเสนอรัฐบาลเพื่อตราพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาการเริ่มให้บริการสาธารณสุขจากหน่วยบริการตามพระราชบัญญัตินี้แก่ผู้มีสิทธิดังกล่าว เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองใช้บังคับแล้ว ให้สำนักงานประกันสังคมส่งเงินค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขจากกองทุนประกันสังคมให้แก่กองทุนตามจำนวนที่คณะกรรมการและคณะกรรมการประกันสังคมตกลงกัน |









