บทความโดย
เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการฝ่ายการเข้าถึงยา เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับ “ลีนาคาพาเวียร์” (lenacapavir หรือ LEN) ยาต้านไวรัสเอชไอวีกลุ่ม capsid inhibitor ที่นำมาใช้เป็นยา PrEP ชนิดฉีดออกฤทธิ์นาน โดยฉีดใต้ผิวหนังทุก 6 เดือน และถือเป็นทางเลือกใหม่ที่สำคัญในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี เราอยากชวนมองอีกด้านหนึ่งที่ผู้ใช้ควรรู้ นั่นคือ ปฏิกิริยาระหว่าง LEN กับยาและสารอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม ความสะดวกจากการฉีดเพียงปีละ 2 ครั้งก็มาพร้อมกับเรื่องที่ผู้ใช้ควรทราบ นั่นคือ ยา LEN สามารถเกิดปฏิกิริยากับยาหลายชนิด และยา LEN จะคงอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานหลังจากหยุดใช้

ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug interaction) คืออะไร?

ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug interaction) หรือในภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจ “ยาตีกัน” คือ การที่ยาหรือสารชนิดหนึ่งมีผลต่อการออกฤทธิ์หรือระดับของยาอีกชนิดหนึ่งเมื่อใช้ร่วมกัน หรือใช้ในช่วงเวลาที่ฤทธิ์ของยาอีกตัวยังคงอยู่ในร่างกาย

ปฏิกิริยาระหว่างยาอาจทำให้เกิดผลได้หลายแบบ เช่น ทำให้ระดับยาในเลือดสูงขึ้น จนเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงหรือความเป็นพิษ หรือทำให้ระดับยาต่ำลง จนยาออกฤทธิ์ไม่เพียงพอและการรักษาหรือป้องกันโรคไม่ได้ผลตามที่ควรจะเป็น

ในกรณีของ LEN เรื่องนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะปฏิกิริยาสามารถเกิดได้ทั้งสองทิศทาง กล่าวคือ

  • ยาอื่นมีผลต่อ LEN: ยาบางชนิดมีผลทำให้ระดับยา LEN ลดลง จนอาจลดประสิทธิผลในการป้องกันเอชไอวี
  • LEN มีผลต่อยาอื่น: ยา LEN สามารถทำให้ระดับยาอื่นออกฤทธิ์เพิ่มขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงหรือความเป็นพิษ

การที่ยามีปฏิกิริยาระหว่างกัน (drug interaction) ไม่ได้หมายความว่าการใช้ยาสองตัวร่วมกันจะเป็นอันตรายเสมอไป ความสำคัญขึ้นอยู่กับชนิดของยา ระดับของปฏิกิริยา ขนาดยา โรคที่กำลังรักษา และปัจจัยของแต่ละบุคคล ยาบางคู่สามารถใช้ร่วมกันได้ บางคู่ต้องปรับขนาดยาหรือติดตามอย่างใกล้ชิด และบางคู่ไม่ควรใช้ร่วมกัน

ยา LEN มีปฏิกิริยากับยาอื่นมากแค่ไหน

ข้อมูลจากเอกสาร At-a-glance: interactions with lenacapavir ซึ่งจัดทำโดย Liverpool Drug Interactions Group โดยอ้างอิงข้อมูลจากฐานข้อมูล Drug Interactions ของ University of Liverpool และจัดทำเมื่อเดือนเมษายน 2026 แบ่งรายการยาและสารต่าง ๆ ตามระดับของปฏิกิริยากับ LEN ออกเป็น 3 ระดับ คือ

  • สีเขียว — OK to take together: ใช้ร่วมกันได้
  • สีเหลือง — Talk to your PrEP prescriber: ควรปรึกษาผู้ให้บริการ PrEP ก่อนใช้ร่วมกัน
  • สีแดง — Do not take together: ไม่ควรใช้ร่วมกัน

เมื่อนับจากรายการทั้งหมดในตาราง พบว่า มีรายการที่อยู่ในกลุ่มสีเหลือง (ควรปรึกษาผู้ให้บริการ PrEP ก่อนใช้ร่วมกับ LEN) 181 รายการ และที่อยู่ในกลุ่มสีแดง (ไม่ควรใช้ร่วมกับ LEN) 69 รายการ หรือรวมเป็น 250 รายการที่ผู้ใช้ LEN ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ

จำนวนดังกล่าวไม่ได้หมายถึงยา 250 ชนิดที่แตกต่างกันทั้งหมด เพราะข้อมูลจาก University of Liverpool รวมทั้งยา สมุนไพร สารบางชนิด ตลอดจนยาชนิดเดียวกันที่มีขนาด รูปแบบ หรือข้อบ่งใช้ต่างกันไว้เป็นคนละรายการ

ที่สำคัญ ยาและสารที่อาจเกิดปฏิกิริยากับ LEN มีอยู่ในยาที่ใช้รักษาโรคและภาวะสุขภาพหลากหลายกลุ่ม รวมถึงสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และสารที่ใช้เพื่อสันทนาการ ตัวอย่างยาและสารที่ควรระวังหรือไม่ควรใช้ร่วมกับ LEN ได้แก่

กลุ่มโรค/การรักษายาในกลุ่มสีเหลือง
(ควรปรึกษาผู้ให้บริการ PrEP ก่อนใช้ร่วมกัน)
ยาในกลุ่มสีแดง
(ไม่ควรใช้ร่วมกัน)
โรคมะเร็งabemaciclib, acalabrutinib, cabozantinib, ibrutinib, palbociclib, ribociclib, sunitinibapalutamide, enzalutamide
โรคหัวใจและหลอดเลือด/ความดันโลหิตamlodipine, nifedipine, ivabradine, dronedaroneamiodarone, quinidine
ยาลดไขมันในเลือดsimvastatin, lovastatin
การป้องกันและรักษาลิ่มเลือดapixaban, dabigatran, edoxaban, rivaroxaban, warfarinclopidogrel
โรคลมชัก/ยากันชักcarbamazepine, phenytoin, fosphenytoin, phenobarbital, primidone, oxcarbazepine, eslicarbazepine, cenobamate
วัณโรคrifampicin, rifabutin, rifapentine
ยาสเตียรอยด์/โรคอักเสบและภูมิแพ้budesonide, fluticasone, mometasone, triamcinolone, dexamethasone ≤16 mgdexamethasone >16 mg, betamethasone (ยกเว้นชนิดทา)
โรคทางจิตเวช/ยาคลายกังวล/ยานอนหลับalprazolam, clonazepam, diazepam, midazolam, quetiapine, clozapine
เบาหวานglibenclamide (glyburide), saxagliptin
การปลูกถ่ายอวัยวะ/ยากดภูมิคุ้มกันtacrolimus, ciclosporin (cyclosporine), sirolimus
ยาแก้ปวดและ opioidfentanyl, oxycodone, hydrocodone, alfentanil, sufentanil
ไมเกรนeletriptan, rimegepantergotamine, dihydroergotamine
ยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ/ความดันหลอดเลือดปอดsildenafil, vardenafil, avanafil, tadalafil สำหรับ erectile dysfunctiontadalafil สำหรับ pulmonary hypertension
โรคหอบหืด/โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)salmeterol
ต่อมลูกหมากโต/อาการทางเดินปัสสาวะtamsulosin, alfuzosin
ยาปฏิชีวนะ (antibiotics)nafcillin
ยาต้านเชื้อรา (antifungals)griseofulvin
สารที่ใช้เพื่อสันทนาการ รวมถึงสารที่อาจใช้ในบริบท chemsexketamine, gamma-hydroxybutyrate (GHB), Phencyclidine (PCP)
สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดginkgo biloba, liquorice, red yeast riceSt John’s wort

* หมายเหตุ: ตารางนี้แสดงเพียงตัวอย่างยาและสารที่คัดเลือกโดยพิจารณาจากความสำคัญทางคลินิก โรคที่พบได้บ่อยหรือมีความรุนแรง และความเกี่ยวข้องกับผู้ที่อาจใช้ PrEP ไม่ได้ครอบคลุมรายการทั้งหมด ดังนั้น หากไม่พบชื่อยาที่ใช้อยู่ในตารางนี้ ไม่ได้หมายความว่ายานั้นสามารถใช้ร่วมกับ LEN ได้โดยอัตโนมัติ

ข้อมูลโดยละเอียดจากเอกสาร At-a-glance: interactions with lenacapavir ฉบับเดือนเมษายน 2569 ดูได้จากเอกสารแนบ และสามารถค้นหาข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างยาเพิ่มเติมและข้อมูลที่มีการปรับปรุงล่าสุดได้จากเว็บไซต์ PrEP Drug Interactions ของ University of Liverpool: https://www.prep-druginteractions.org/

ฉีดทุก 6 เดือน ไม่ได้หมายความว่ายาหมดจากร่างกายใน 6 เดือน

อีกเรื่องที่ผู้ใช้ LEN ควรรู้คือ แม้ LEN จะฉีดทุก 6 เดือน แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อครบ 6 เดือนแล้วตัวยาจะหมดไปจากร่างกายทันที เอกสารกำกับยา YEZTUGO (lenacapavir สำหรับ PrEP) ที่ได้รับการรับรองโดยองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (U.S. FDA) ระบุว่า LEN ที่ตกค้างอาจยังอยู่ในระบบไหลเวียนโลหิตได้นานถึง 12 เดือนหรือมากกว่านั้นหลังการฉีดครั้งสุดท้าย

นอกจากนี้ ยาบางชนิดที่เริ่มใช้ภายใน 9 เดือนหลังการฉีด LEN เข็มสุดท้าย อาจยังได้รับผลจาก LEN ที่เหลืออยู่ในร่างกาย ดังนั้น หากต้องเริ่มยาใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าว ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรว่าเคยใช้ LEN และฉีดเข็มสุดท้ายเมื่อไร

ข้อมูลจาก https://www.accessdata.fda.gov/drugsatfda_docs/label/2025/220020s000lbl.pdf

LEN เป็นทางเลือกใหม่ที่สำคัญ แต่ “ทางเลือก” ต้องมีและเข้าถึงได้จริง

LEN ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการป้องกันเอชไอวี การฉีดเพียงปีละ 2 ครั้งอาจช่วยลดข้อจำกัดของการกินยาทุกวัน และเพิ่มทางเลือกให้แต่ละคนสามารถเลือกวิธีป้องกันเอชไอวีที่เหมาะสมกับชีวิตของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเรื่องปฏิกิริยาระหว่างยาย้ำให้เห็นว่า ไม่มี PrEP รูปแบบใดที่เหมาะกับทุกคน ผู้ที่ต้องใช้ยารักษาวัณโรค ยากันชัก ยารักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือยาอื่นบางชนิด อาจไม่เหมาะกับ LEN ขณะที่สำหรับบางคน LEN อาจเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า ระบบบริการจึงควรมี PrEP หลายรูปแบบ เพื่อให้แต่ละคนสามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับสุขภาพ วิถีชีวิต และความต้องการของตนเอง

ในระดับนโยบาย ประเทศไทยจึงไม่ควรพิจารณา LEN เพียงทางเลือกเดียว แต่ควรติดตามและประเมินยา PrEP ใหม่ ๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาควบคู่กันไป เนื่องจากยังมียาต้านไวรัสชนิดออกฤทธิ์นานและผลิตภัณฑ์ป้องกันเอชไอวีรูปแบบใหม่อีกหลายชนิดที่อยู่ระหว่างการศึกษาและอาจเป็นทางเลือกเพิ่มเติมในอนาคต การตัดสินใจว่าจะเพิ่มยา PrEP รูปแบบใดเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพ จึงควรพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งประสิทธิผล ความปลอดภัย ความต้องการและความหลากหลายของผู้ใช้ ราคา ความคุ้มค่า การแข่งขัน ความพร้อมของระบบบริการสุขภาพ และความยั่งยืนของระบบสุขภาพ

สำหรับผู้ที่ใช้ LEN สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรหยุดหรือเปลี่ยนยาเดิมด้วยตนเองเมื่อพบว่ามีปฏิกิริยาระหว่างยา แต่ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับยาทุกชนิดที่ใช้อยู่ ทั้งยาที่แพทย์สั่ง ยาที่ซื้อใช้เอง สมุนไพร อาหารเสริม รวมถึงสารที่ใช้เพื่อสันทนาการ และเมื่อต้องเริ่มยาใหม่ ควรแจ้งด้วยว่ากำลังใช้หรือเคยใช้ LEN โดยเฉพาะในช่วง 9 เดือนหลังการฉีดเข็มสุดท้าย

ขณะเดียวกัน การมี “ทางเลือก” จะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ หากยาที่มีประสิทธิผลยังมีราคาแพงหรือประชาชนเข้าไม่ถึง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในการป้องกันเอชไอวีจึงต้องมาพร้อมกับ ราคาที่ระบบสุขภาพและประชาชนสามารถจ่ายได้ การขึ้นทะเบียนยาอย่างรวดเร็ว การแข่งขันจากยาชื่อสามัญ และการใช้มาตรการด้านทรัพย์สินทางปัญญาและสาธารณสุขเพื่อไม่ให้สิทธิบัตรหรือการผูกขาดเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยา

ปัจจุบัน บริษัท Gilead ได้ทำข้อตกลงการให้ใช้สิทธิโดยสมัครใจ (voluntary licensing) กับผู้ผลิตยาชื่อสามัญ 6 รายในอินเดีย ปากีสถาน อียิปต์ และสหรัฐอเมริกา เพื่อผลิตและจำหน่าย LEN ใน 120 ประเทศ ซึ่งรวมประเทศไทย และบริษัท Gilead คาดว่ายาชื่อสามัญจะเริ่มกระจายในวงกว้างในปี 2570

สำหรับประเทศไทย สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ ยา LEN ชื่อสามัญจะได้รับการขึ้นทะเบียนและเข้าสู่ตลาดเมื่อไร ราคาเท่าไร จะเกิดการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตมากน้อยเพียงใด ประเทศไทยจะมีศักยภาพหรือเงื่อนไขที่จะผลิต LEN ภายในประเทศได้หรือไม่ และ ยา LEN จะถูกบรรจุเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในระบบบริการ PrEP ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงหรือไม่ การพิจารณาเรื่องเหล่านี้ควรคำนึงถึงทั้งความคุ้มค่า ความยั่งยืน และความเป็นธรรมในการเข้าถึง ควบคู่กับการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผลและปลอดภัย ทั้งในบุคลากรสุขภาพและผู้ใช้ PrEP เพราะท้ายที่สุด นวัตกรรมจะช่วยยุติปัญหาเอชไอวีได้ก็ต่อเมื่อคนที่ต้องการสามารถเข้าถึงและเลือกใช้วิธีป้องกันที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างปลอดภัย

เอกสาร At-a-glance: interactions with lenacapavir ฉบับเดือนเมษายน 2569