สิทธิบัตรคืออะไร

“สิทธิบัตร” คือ หนังสือหรือเอกสารสิทธิที่คุ้มครอง “การประดิษฐ์” หรือ “การออกแบบผลิตภัณฑ์” ตามที่กฎหมายกำหนดโดย“สิทธิบัตรการประดิษฐ์” หมายถึง คุ้มครองการคิดค้นเกี่ยวกับลักษณะ องค์ประกอบ โครงสร้าง กรรมวิธีในการผลิต การเก็บรักษา หรือการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น หรือทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น ผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน เครื่องดื่ม เป็นต้น ส่วน “สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์” คุ้มครองรูปร่าง องค์ประกอบที่เป็นลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์ที่ต่างไปจากเดิม

เหตุผลที่ต้องมีระบบสิทธิบัตร

เป็นการสร้างแรงจูงใจให้มีคนประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ โดยให้รางวัลเป็นสิทธิผูกขาดตลาดแต่เพียงผู้เดียว คนอื่นจะแสวงหาประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์ที่จดสิทธิบัตรไว้ไม่ได้  ไม่ว่าจะผลิต ใช้ ขาย หรือนำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้ แต่ผู้จดสิทธิบัตรต้องเปิดเผยรายละเอียดการประดิษฐ์นั้นต่อสาธารณะเมื่อได้รับสิทธิบัตร เพี่อให้ผู้อื่นศึกษาและพัฒนาต่อยอด ความรู้ หรือปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น ทั้งนี้ตามกฎหมายของไทยและสากล สิทธิบัตรมีอายุการคุ้มครองการผูกขาดนาน 20 ปี โดยการให้สิทธิบัตรในไทยจะได้รับความคุ้มครองนับตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร

เงื่อนไขในการพิจารณาให้สิทธิบัตรมีอะไรบ้าง

ข้อมูลจากหนังสือ “ทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับผู้ประกอบการ: สิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ (https://www.ipthailand.go.th/images/Promote/4_book_Patent.pdf) ให้ข้อมูลถึงสิ่งที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตรในส่วนของการประดิษฐ์ (ซึ่งการขอรับสิทธิบัตรยาอยู่ในประเภทสิทธิบัตรด้านการประดิษฐ์นั้น) ต้องเข้าเงื่อนไข 3 ข้อ ดังต่อไปนี้

เงื่อนไขที่ 1 ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เป็นการประดิษฐ์ที่แตกต่างจากเดิม ไม่เป็นที่รู้จัก ไม่เคยมีใช้แพร่หลาย ไม่เคยมีจำหน่าย หรือยังไม่เคยได้รับสิทธิบัตรมาก่อน

เงื่อนไขที่ 2 มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ต้องแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าอย่างเพียงพอในแง่ของความใหม่ล่าสุดก่อนที่จะมีการผลิต ไม่เป็นการประดิษฐ์ที่อาจทำได้ง่ายโดยผู้ที่มีความรู้ในระดับสามัญในสาขาวิชาการด้านนั้น ๆ

เงื่อนไขที่ 3 สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ต้องสามารถผลิตหรือนำใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรือหัตถกรรมได้จริง

สิทธิบัตร: “สิทธิทางการค้า” กับ “สิทธิมนุษยชน”: สิทธิในการมีชีวิตและได้รับการรักษา

‘สิทธิบัตร’ ไม่ได้หมายถึงแค่ผลิตภัณฑ์หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับ ‘อุตสาหกรรมยา’ ที่มีความสำคัญต่อการรักษาชีวิตและสุขภาพของประชาชนเมื่อเจ็บป่วย ทั้งนี้ “ยา” เป็นสินค้าที่สามารถขอสิทธิบัตรได้ การให้สิทธิบัตรเกี่ยวกับ “ยารักษาโรค” ในไทยเป็นการคุ้มครองสิทธิบัตรประเภทการประดิษฐ์ องค์กรภาคประชาสังคมทั้งในไทยและต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่าการให้สิทธิบัตรยาที่มีระยะเวลา ‘ผูกขาด’ นานกว่า 20 ปี ย่อมส่งผลให้ยามีราคาแพง เพราะไม่มียาชนิดเดียวกันจากบริษัทอื่นมาขายแข่ง จะกลายเป็นอุปสรรคสําคัญของระบบสาธารณสุข เพราะคนจะเข้าไม่ถึงยาที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด

ข้อห่วงกังวลของภาคประชาสังคมต่อการแก้ไข (ร่าง) พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ ที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการเข้าถึงยาที่จำเป็น พร้อมกับข้อเสนอแนะที่ช่วยให้แก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรในรอบนี้มีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรม

ขณะนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กำลังปรับปรุง ร่าง พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ อีกครั้ง โดยเน้นไปที่การคุ้มครองสิทธิบัตร ให้ความสะดวกในการขอรับสิทธิบัตรและเพิ่มขั้นตอนการประกาศใช้มาตรการยืดหยุ่นเพื่อแก้ไขวิกฤตและภาวะฉุกเฉินที่ยุ่งยากมากขึ้น โดยอ้างเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศและสร้างแรงจูงใจให้มีการคิดค้นสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้น

ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ภาคประชาสังคมมีจดหมายแสดงความคิดเห็นและคัดค้านร่าง พ.ร.บ. สิทธิบัตรฯ ฉบับที่กำลังปรับปรุงที่จะส่งผลต่อราคายาและระบบหลักประกันสุขภาพ เพราะเอื้อประโยชน์ให้ผู้ทรงสิทธิมากเกินไปและขาดสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้ขอรับสิทธิบัตรและสาธารณะ โดยเฉพาะเรื่องสาธารณสุขและการเข้าถึงยาของประชาชน

หลักสำคัญของการแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตร

การแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาไม่ควรเข้มงวดไปกว่าความตกลงทริปส์ (TRIPs Agreement) ซึ่งเป็นกติกาและมาตรฐานสากลด้านทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่มีประเทศสมาชิก 164 ประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย

“สิทธิบัตร” คือ ทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่ครอบคลุมถึงยารักษาโรค ปัญหาของระบบสิทธิบัตรต่อเรื่องยา คือ การผูกขาดตลาดที่ส่งผลให้ยามีราคาแพงซึ่งมีผลกระทบต่อระบบหลักประกันสุขภาพและการเข้าถึงยาของประชาชน โดยเฉพาะยาจำเป็นและยารักษาโรคเรื้อรัง เช่น เอดส์ มะเร็ง โรคไวรัสตับอักเสบซี โรคหัวใจ ฯลฯ

เพราะเหตุนี้ ในความตกลงทริปส์จึงมีมาตรการยืดหยุ่นหลายอัน เพื่อป้องกันหรือขจัดปัญหาการผูกขาดตลาดด้วยสิทธิบัตรและการเข้าถึงยา โดยประเทศต่างๆ สามารถนำไปบัญญัติไว้ในกฎหมายของตนเองได้ แต่รัฐบาลของประเทศที่ร่ำรวยเห็นว่ามาตรการยืดหยุ่นเหล่านั้นเป็นอุปสรรคต่อการแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้าของภาคธุรกิจ จึงพยายามกดดันให้ประเทศที่กำลังพัฒนาแก้ไขกฎหมายสิทธบัตรผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้มาตรการทางกาค้ากดดันให้แก้ไขกฎหมาย และการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ให้มีการผูกขาดได้นานขึ้น ขัดขวางการแข่งขันของยาชื่อสามัญและไม่ให้นำมาตรการยืดหยุ่นอื่นๆ มาใช้

การแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรต้องส่งเสริมการเข้าถึงยาของประชาชน

การแก้ไข พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ ต้องป้องกันไม่ให้มีการขอรับสิทธิบัตรยาไม่มีวันสิ้นสุด” (Ever-greening drug patent) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของบริษัทยาข้ามชาติใช้ในการขอรับสิทธิบัตร โดยปรับเปลี่ยนรายละเอียดสิ่งประดิษฐ์เพียงเล็กน้อย เพื่อขอรับความคุ้มครองเพิ่มเติม ให้สิทธิบัตรมีอายุการคุ้มครองยาวนานออกไป และขัดขวางไม่ให้มียาชื่อสามัญแข่งขันในตลาด 

สิทธิบัตรแบบนี้เป็นสิทธิบัตรที่ด้อยคุณภาพและไม่สมควรได้รับการคุ้มครอง เมื่อครอบครองตลาดได้ยาวนานขึ้น ไร้คู่แข่ง ผู้ได้รับสิทธิบัตรจะกำหนดราคายาได้ตามชอบ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาการจดสิทธิบัตรยาแบบไม่มีวันสิ้นสุดเป็นจำนวนมาก และทำให้ประเทศต้องซื้อยาแพงเกินจำเป็น ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการเข้าถึงยาอย่างทั่วถึง

ส่วน “มาตรการใช้สิทธิโดยรัฐ” หรือซีแอล (Compulsory Licensing: CL) เป็นมาตรการยืดหยุ่นข้อหนึ่งในข้อตกลงทริปส์ ที่ให้อำนาจรัฐบาลระงับการคุ้มครองสิทธิบัตรได้ชั่วคราว ในยามวิกฤตหรือภาวะฉุกเฉิน และนำเข้าหรือผลิตยาชื่อสามัญที่เป็นยาเดียวกันกับยาที่มีสิทธิบัตร มาใช้รักษาคนในประเทศ โดยไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิบัตรและรัฐบาลต้องจ่ายค่าใช้สิทธิให้กับเจ้าของสิทธิบัตรตามสมควร แต่การแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรครั้งนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาสิทธิบัตรแบบไม่มีวันสิ้นสุดได้มากเท่าไรนัก ยิ่งไปกว่านั้นยังเสนอให้แก้ไขมาตราที่เกี่ยวกับมาตรการใช้สิทธิโดยรัฐ โดยสร้างเงื่อนไขและทำให้บังคับใช้ได้ยากขึ้น เพราะ 1) ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี 2) เจ้าของสิทธิบัตรฟ้องร้องต่อศาลให้ระงับการประกาศใช้หรือให้ยกเลิกมาตรการที่ประกาศไปแล้วได้ และ 3) ค่าใช้สิทธิอาจแพงจนรัฐบาลจ่ายไม่ไหวหรือจ่ายได้ไม่พอที่จะรักษาผู้ป่วยได้ทุกคน

ข้อเสนอของภาคประชาสังคมต่อการแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตร

1. กำหนดคุณสมบัติของสิ่งประดิษฐ์ที่เกี่ยวกับยาและสมควรได้รับสิทธิบัตร รวมถึงสิ่งประดิษฐ์ที่ห้ามรับจดสิทธิบัตรให้ชัดเจนรัดกุม โดยคำนึงประโยชน์ด้านสาธารณสุขมากกว่าการค้าเป็นหลัก ตามที่ระบุในปฏิญญาสากลว่าด้วยความตกลงทริปส์และการสาธารณสุข  รวมถึงต้องไม่รับจดสิทธิบัตรที่ขอเรื่อง “วิธีการวินิจฉัย บำบัด ศัลยกรรม หรือการรักษาโรค รวมทั้งการป้องกันและรักษาโรคด้วยยาของมนุษย์หรือสัตว์”

2. ผู้คัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรต้องไม่จำกัดเฉพาะ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” แต่ควรเปิดกว้างให้กับ “ผู้ใด” เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมตรวจสอบคำขอสิทธิบัตร เพราะมีผลกระทบต่อการสาธารณสุขของประเทศ

3. ไม่ควรลดหรือจำกัดอำนาจของเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจคำขอและอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการปฏิเสธคำขอรับสิทธิบัตรที่ขาดคุณสมบัติได้ตลอดทุกขั้นตอนการพิจารณา เพื่อขจัดคำขอฯ ที่ด้อยคุณภาพออกจากระบบตั้งแต่ขั้นตอนแรกๆ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการผูกขาดที่ไม่ชอบธรรม ลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ในการพิจารณา และเพิ่มการเข้าถึงยาจำเป็น

4. ปรับปรุงให้มีการเข้าถึงข้อมูลคำขอฯ (การประกาศโฆษณา) ให้มีระยะเวลาที่ชัดเจนและรวดเร็วขึ้น และขจัดการใช้ประโยชน์จากช่องว่างทางกฎหมาย โดยให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรต้องแจ้งให้ดำเนินการตรวจสอบโดยละเอียดเป็นประโยชน์ให้เร็วขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้โอกาสกับผู้ไม่เห็นด้วยกับคำขอฯ ได้ร่วมตรวจสอบและให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจ โดยการยื่นคำคัดค้านได้ทันเวลา และเร่งรัดให้ผู้ขอฯ แจ้งดำเนินการตรวจสอบคำขอฯ เร็วขึ้น

5. การยื่นเอกสารประกอบการพิจารณาและการยื่นคัดค้านควรเปิดกว้าง ทำได้ตลอดเวลาตั้งแต่วันที่ประกาศโฆษณาครั้งแรกไปจนวันที่อนุมัติให้สิทธิบัตร และขยายระยะเวลาการคัดค้านจาก 90 วัน เป็น 180 วัน เพื่อให้ผู้คัดค้านมีเวลาเพียงพอในการเตรียมข้อมูลและเอกสารคัดค้าน
………………………………

เรียบเรียงเนื้อหา: ฝ่ายรณรงค์ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย
ภาพประกอบ: Gemini