เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ร่วมเวทีแถลงข่าว “HIV ไม่ไกลตัว ทุกคนต้องรู้ทัน: ป้องกันได้ ตรวจเร็ว รักษาได้ ไม่ส่งต่อเชื้อ” ณ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องเอชไอวี/เอดส์ พร้อมทั้งยังเชิญชวนให้คนทุกคนรับรู้สถานะผลการติดเชื้อฯ ของตัวเอง เพื่อวางแผนทั้งในด้านการป้องกันและการรักษาของตัวเอง ซึ่งทุกระบบสุขภาพมีชุดสิทธิประโยชน์รองรับไว้อยู่แล้ว

จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับตัวเลขของผู้ติดเชื้อเอชไอวีในปี 2569 ว่าพุ่งสูงถึงกว่า 5 แสนกว่าคนนั้น อภิวัฒน์ กวางแก้ว รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย มองปรากฎการณ์ดังกล่าวว่า สังคมไม่ควรตื่นตระหนกกับตัวเลขดังกล่าวมากจนเกินไป เพราะเป็นตัวเลขการติดเชื้อที่สะสมต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว และส่วนใหญ่ก็อยู่ในระบบการรักษาระบบแล้ว ในขณะที่อัตราผู้ติดเชื้อฯ รายใหม่ ก็เป็นเรื่องของทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งสร้างความเข้าใจเรื่องการป้องกัน และส่งเสริมให้ ‘คนทุกคน’ ที่มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัย ได้มีความมั่นใจที่จะเข้ารับการตรวจเลือด เพื่อจะได้รู้สถานะของตัวเอง
ตอนนี้ สปสช.ให้คนไทยทุกสิทธิสามารถตรวจเอชไอวีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาตรวจที่หน่วยบริการ หรือขอรับชุดตรวจเอชไอวีด้วยตัวเองผ่านทางแอปฯ เป๋าตัง จึงต้องส่งเสริมให้ ‘คนทุกคน’ ที่มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัย ได้มีความมั่นใจที่จะเข้ารับการตรวจเลือด เพื่อจะได้รู้สถานะของตัวเอง
หากตรวจแล้วมีผลเป็นบวก ก็เข้ารับยาต้านไวรัสเอชไอวี ตามสิทธิของตนเอง ยิ่งเข้าถึงการรักษาได้เร็ว โอกาสป่วยเอดส์คือไม่มีเลย หรือ “เอดส์รักษาได้” เมื่อเราได้รับการรักษาจนตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวีในเลือด เราก็จะไม่ส่งต่อเชื้อฯ ให้กับคู่ หรือที่เราเรียกว่า U=U ผู้ติดเชื้อก็ใช้ชีวิตได้เหมือนกับคนอื่น ๆ ทุกด้าน
อภิวัฒน์บอกถึงเพื่อน ๆ ผู้ติดเชื้อฯ ที่ยังไม่ได้เข้ารับการรักษา หรือเคยกินยาต้านฯ แล้วหยุดไป ให้กลับเข้ามารับการรักษา เพื่อดูแลสุขภาพตนเอง หากไม่รู้จะติดต่อไปช่องทางไหน ลองประสานมาที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ เพราะเรามีอาสาสมัครที่ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลอยู่ 120 แห่ง ภายใต้ชื่อ “ศูนย์องค์รวม” ที่พร้อมจะช่วยประสานงานเพื่อกลับมารับบริการใหม่ได้
แต่หากเป็นลบก็นึกถึงทางเลือกที่เหมาะกับตัวเองเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงลง เพื่อให้เป็นลบไปตลอด เช่น ถุงยางอนามัย การกินยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อฯ หรือ PrEP หรือยาป้องกันหลังมีความเสี่ยง หรือ PEP
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมีข้อสังเกตว่า ทุกครั้งที่มีการแสดงตัวเลขของผู้ติดเชื้อฯ ปรากฏบนหน้าสื่อ มักถูกมองว่าเป็นภัยที่สร้างความหวาดกลัวให้กับสังคม จนทำให้คนจำนวนหนึ่งไม่กล้าไปตรวจ ไม่กล้าเข้ารับการรักษา เพราะกลัวถูกรังเกียจ ถูกเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี ทำให้การทำงานเพื่อยุติปัญหาเอดส์ทำได้ยากขึ้น จึงต้องย้ำว่าการรู้สถานะของการติดเชื้อ เพื่อให้เราทุกคนได้วางแผนการใช้ชีวิตของตัวเองหลังทราบผล ไม่ใช่การนำผลเอชไอวีมาเป็นเครื่องมือในการตีตราหรือเลือกปฏิบัติ
“อยากใช้โอกาสที่คนหันมาสนใจเรื่องเอดส์ในครั้งนี้บอกว่าการมีเชื้อเอชไอวี หรือไม่มีเอชไอวีในร่างกาย เราต่างใช้ชีวิตร่วมกันได้ เรียนได้ ทำงานได้ มีลูกมีครอบครัวได้ มีอายุยืนยาวได้ อย่างตัวเองอยู่กับเอชไอวีมาเกือบ ๆ 30 ปีแล้ว สามารถทำงานได้ ดูแลตัวเองและครอบครัวได้เหมือนกับคนอื่น ๆ และยังเข้ามาทำงานกับเพื่อนในเครือข่ายฯ เพื่อให้เพื่อน ๆ เข้าถึงการรักษาอีกด้วย
ที่สำคัญอยากจะสื่อสารไปถึงเจ้าของสถานประกอบการ หน่วยงานต่าง ๆ ด้วยว่า ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจเลือดเพื่อใช้ในการแบ่งแยก เพื่อคัดเลือกคนทำงาน หรือเข้าเรียน เพราะวิชาการทางการแพทย์ก็ยืนยันแล้วว่า การรักษาด้วยยาต้านไวรัสฯ ทำให้คนที่มีเอชไอวี มีสุขภาพที่ดีได้ไม่ต่างกับคนไม่มีเชื้อฯ แต่เราก็ยังเห็นว่ามีหน่วยงานของรัฐอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ยังบังคับตรวจเลือดอยู่ จึงเห็นว่าต้องปรับกฏระเบียบที่ยังกีดกัน เลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีออกไป” นายอภิวัฒน์กล่าว
อ้างอิงภาพประกอบ: เวทีแถลงข่าว“HIV ไม่ไกลตัว ทุกคนต้องรู้ทัน” ป้องกันได้ ตรวจเร็ว รักษาได้ ไม่ส่งต่อเชื้อฯ https://youtu.be/vZjAS8UrSlo









