เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายนักเคลื่อนไหวด้านเอชไอวี องค์กรภาคประชาสังคม และองค์กรด้านสาธารณสุขทั่วโลก ส่งข้อเรียกร้องไปยังบริษัท Merck & Co. (เมิร์กแอนด์โค) ผู้เป็นเจ้าของยา MK-8527 (เอ็มเค-8527) ที่ใช้เป็น “ยาเพร็พ” แบบกินเดือนละครั้ง ที่ตอนนี้กำลังอยู่ในการทดลองทางคลินิกขั้นสุดท้าย หากสำเร็จจะเป็นความก้าวหน้าอีกหนึ่งทางเลือกที่สร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีนอกเหนือไปจากการใช้ยาเพร็พแบบทานทุกวัน โดยเฉพาะการใช้ในประเทศรายได้น้อยและปานกลางที่ยังคงมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นจำนวนมาก
ข้อเรียกร้องสำคัญที่องค์กรภาคประชาสังคมจากหลายประเทศได้ร่วมกันส่งจดหมายเปิดผนึกไปยังผู้บริหารของบริษัทยาข้ามชาติ Merck มีดังนี้:
- ให้บริษัทกำหนดยุทธศาสตร์การเข้าถึงยาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
- ให้บริษัทเร่งรัดการขึ้นทะเบียนยาในระดับโลก ผ่านกลไกการกำกับดูแลเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยหลายช่องทาง
- กำหนดราคาที่ยุติธรรม โปร่งใส และเข้าถึงได้ตั้งแต่เริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด และต้องให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและงบประมาณของระบบสาธารณสุขในประเทศรายได้น้อยและปานกลาง
- ไม่ให้มีการใช้สิทธิโดยสมัครใจ (Voluntary Licensing) ที่กำหนดเงื่อนไขในการผูกขาด และจำกัดสิทธิของประเทศรายได้น้อยและปานกลาง
- ไม่ยื่นขอจดสิทธิบัตรแบบ Ever-greening และไม่มีมาตรการผูกขาดอื่น ๆ ที่อาจเป็นวิธีชะลอการแข่งขันของยาชื่อสามัญ
- ให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและการแบ่งปันข้อมูล เพื่อสนับสนุนการผลิตยาชื่อสามัญอย่างยั่งยืน
- ให้บูรณาการแผนการเข้าถึงยาในทุกขั้นตอนของการวิจัยและพัฒนา

เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการโครงการด้านการเข้าถึงยา เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่า ข้อตกลงการให้ใช้สิทธิโดยสมัครใจที่มีข้อจำกัดและมีข้อผูกมัด การยื่นจดสิทธิบัตรคุ้มครองการผูกขาดเพิ่มเติม และกลยุทธ์การยืดอายุสิทธิผูกขาด (ever-greening) เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ยาต้นแบบมีราคาแพง อีกทั้งยังส่งผลให้ยาชื่อสามัญเข้ามาแข่งขันในตลาดได้ล่าช้า และจำกัดความสามารถของระบบสาธารณสุขในประเทศรายได้น้อยและปานกลางในการขยายบริการป้องกันและรักษาโรคที่อาจจะยังไม่ครอบคลุม
ขณะเดียวกัน ‘ความล่าช้า’ ในการขึ้นทะเบียนยาทั้งยาต้นแบบและยาชื่อสามัญในประเทศรายได้น้อยและปานกลาง ยังคงเป็นปัญหาที่น่ากังวล หากไม่มีหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านคุณภาพและความปลอดภัยให้การอนุมัติที่ทันท่วงที แม้ว่ายาจะมีราคาไม่แพงแต่ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่อาจจะยังไม่เข้าถึงอยู่ดี
เฉลิมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าจดหมายฉบับนี้จะครอบคลุมข้อเรียกร้องด้านการเข้าถึงยาหลายประการ แต่ยังมีอุปสรรคเชิงโครงสร้างบางประเด็นที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคนิคแต่เป็นปัจจัยที่กำหนดโดยตรงว่า ‘นวัตกรรมด้านการป้องกันเอชไอวี’ จะสามารถสร้างผลลัพธ์ด้านสาธารณสุขได้จริงหรือไม่ ต้องดูไปถึงความสามารถในการเข้าถึงด้านราคา การขึ้นทะเบียนยาที่รวดเร็ว และการขจัดอุปสรรคจากระบบสิทธิบัตร ล้วนก็เป็นปัจจัยกำหนดว่ายานี้สามารถมีในระบบสาธารณสุขอย่างทั่วถึงได้จริงหรือไม่ด้วยเช่นกัน

ยุพา สุขเรือง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ยา MK-8527 เป็นยาเพร็พแบบกินที่จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แต่ละคนสามารถใช้ป้องกันเอชไอวีได้อย่างสอดคล้องกับเงื่อนไขการดำเนินชีวิต รวมไปด้านสาธารณสุข และสังคม
“เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ขอแสดงจุดยืนร่วมกับเครือข่ายทั่วโลกในการผลักดันบรรทัดฐานใหม่ของนวัตกรรมยาที่เทคโนโลยีการป้องกันสามารถเข้าถึงทุกคนได้โดยไม่ล่าช้า ซึ่งเรายินดีทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาสังคมทั้งในและต่างประเทศ รวมไปภึงอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมการเข้าถึงยาป้องกันเอชไอวีให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน” ยุพา กล่าว
จดหมายเปิดผนึกร่วมกับภาคีภาคประชาสังคมนานาชาติ












