เมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา องค์กรภาคประชาสังคม 65 องค์กรจากภูมิภาคเอเชียและเอเชียแปซิฟิก รวมถึง 37 องค์กรในไทย ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง ดร. ราชีฟ ซิงห์ ราฆุวันชี (Dr. Rajeev Singh Raghuvanshi) เลขาธิการสำนักงานควบคุมยาแห่งอินเดีย (Drugs Controller General of India: DCGI) สำนักงานควบคุมมาตรฐานยาแห่งชาติของอินเดีย (Central Drugs Standard Control Organization: CDSCO) เพื่อเรียกร้องให้ทางการอินเดียยกเว้นการทดลองยาในประเทศ และอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนยาชื่อสามัญของ ‘ลีนาคาพาเวียร์’ สำหรับการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีล่วงหน้า (PrEP) โดยเร็ว
‘ลีนาคาพาเวียร์’ เป็นยาต้านไวรัสเอชไอวีในกลุ่ม (Capsid Inhibitor) ออกฤทธิ์ยาวชนิดแรก ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่มีมาตรฐานสูงหลายแห่ง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (U.S. FDA) และคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) หลังจากมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนจากการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ในหลายประเทศที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีที่ได้ผลดีกว่ายาป้องกันชนิดอื่น องค์กรภาคประชาสังคมจึงเห็นตรงกันว่า การกำหนดให้มีการทดลองเพิ่มเติมในประเทศอินเดียจะยิ่งทำให้การเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ โดยเฉพาะในประเทศรายได้น้อยและปานกลางที่พึ่งพายาชื่อสามัญจากอินเดีย มีความล่าช้าออกไปอีก
ในจดหมายเปิดผนึกยังย้ำว่า การอนุมัติยาชื่อสามัญของลีนาคาพาเวียร์ในอินเดียอย่างทันท่วงที จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเข้าถึงยาในระดับโลกได้มากขึ้น โดยเฉพาะการลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ในประเทศที่มีภาระโรคสูง
เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมจึงเรียกร้องให้ทางการอินเดียพิจารณาทั้งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีความเข้มแข็งซึ่งสนับสนุนประสิทธิผลของลีนาคาพาเวียร์ และความจำเป็นเร่งด่วนด้านสาธารณสุขในการเร่งขยายการเข้าถึงยา โดยเน้นย้ำว่าการเร่งให้ยาชื่อสามัญจะเป็นกุญแจสำคัญสู่การป้องกันเอชไอวีที่มีประสิทธิผลและเป็นธรรมสำหรับทุกคนทั่วโลก
ที่สำคัญการตัดสินใจของอินเดียจะส่งผลกระทบในวงกว้างในระดับโลก เนื่องจากการขึ้นทะเบียนยาในอินเดียจะเปิดทางให้ผู้ผลิตยาชื่อสามัญสามารถจัดหายาที่มีราคาไม่แพงให้กับหลายประเทศ ผ่านโครงการป้องกันและรักษาเอชไอวีระดับชาติ

ยุพา สุขเรือง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ถ้าเรามียาชื่อสามัญลีนาคาพาเวียร์ในราคาที่ไม่แพง จะทำให้คนมีทางเลือกในการใช้ยาป้องกันเอชไอวีที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของแต่ละคนได้มากขึ้น เพราะบางคนอาจไม่พร้อมที่จะทานยาป้องกันทุกวัน บางคนอาจยังกังวลเรื่องการถูกตีตราอยู่ และถ้ายามีราคาถูกลงจนได้เข้าไปอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์จะช่วยให้คนได้เข้าถึงบริการสุขภาพได้มากขึ้น ดังนั้นถ้าประเทศอินเดียเร่งเดินหน้าอนุมัติยาชื่อสามัญลีนาคาพาเวียร์โดยเร็ว จะช่วยให้เส้นทางยุติปัญหาเอดส์เข้าใกล้เป้าหมายไปอีกก้าวซึ่งไม่เพียงแต่ในไทยเท่านั้น แต่รวมถึงภูมิภาคอื่น ๆ ด้วย
หมายเหตุ: (ข่าวภาษาอังกฤษ) 65 Thai and Regional Civil Society Organizations Urge India to Waive Local Trial Requirement to Speed Access to Long-Acting HIV Prevention
.
จดหมายเปิดผนึกภาษาไทย

จดหมายเปิดผนึกภาษาอังกฤษ










