เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ไปร่วมกิจกรรมรณรงค์กับภาคประชาสังคมข่ายอื่น ๆ เช่น เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ และประชาชนผู้สนับสนุนสิทธิความหลากหลาย เพื่อยื่นหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ยกเลิกกฎของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2566 ได้กำหนดให้ “โรคเอดส์ และ/หรือ ติดเชื้อเอชไอวี (HIV)” เป็นลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ ที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขตปทุมวัน กทม.

ยุพา สุขเรือง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ตัวเองใช้ชีวิตอยู่กับเอชไอวีมา 30 ปีแล้ว ทำให้เห็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ของเรื่องเอชไอวีไม่เคยย่ำอยู่กับที่ เช่น ยาต้านไวรัสเอชไอวีจากเดิมที่เราเคยกินหลายเม็ดหลายมื้อก็เหลือแค่วันละ 1 ครั้ง หรือตอนนี้ประเทศเรามีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เป็นสิทธิด้านสุขภาพให้กับคนในประเทศได้เข้าถึงทั้งการรักษาและการป้องกันได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น
ยุพาเห็นว่า ผู้ติดเชื้อฯ มีชีวิตปกติได้ไม่ต่างจากคนที่ไม่มีเชื้อ เรียน ทำงานได้ตามความสนใจและทักษะของตัวเอง ซึ่งหลายคนมีความฝันอยากเป็น “ตำรวจ” แต่ถูกตัดโอกาสนั้นไป ทั้งที่เขามีศักยภาพและคุณสมบัติครบถ้วน ยกเว้นแต่ว่า กฎระเบียบของตำรวจยังกีดกันผู้ติดเชื้อฯ ซึ่งอาจจะมาจากความกังวล เช่น มองว่าผู้ติดเชื้อฯ ป่วยง่าย ไม่แข็งแรง และไม่เหมาะสมในการปฎิบัติภารกิจของตำรวจ แต่ในความเป็นจริง ผู้ติดเชื้อฯ ที่ได้รับการรักษาและกินยาต้านไวรัสฯ อย่างต่อเนื่อง มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาวได้ไม่ต่างจากคนที่ไม่มีเชื้อ และที่สำคัญ คนที่กินยาต้านไวรัสฯ จนตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวีในเลือด จะไม่ส่งต่อเชื้อให้ผู้อื่น ตามหลักการที่เป็นสากล คือ ยูเท่ากับยู (Undetectable = Untransmittable)
อย่างไรก็ตาม ยุพามองความท้าทายของการรณรงค์ในประเด็นดังกล่าวไว้ 3 ข้อ ท้าทายอย่างแรก พวกเรามีความหวังว่าถึงเวลาแล้วที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเปลี่ยนแปลงองค์กรให้ทันสมัย โดยยกเลิกกฏของคณะกรรมการตำรวจ ที่ละเมิดสิทธิและเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อให้สอดคล้องกับองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าไปมากแล้ว แต่ในความเป็นจริงเรากลับพบว่าอคติของหน่วยงานรัฐยังยึดติดกับภาพลักษณ์เดิมๆ ในเรื่องเอชไอวีเหมือนเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้วอยู่เลยว่าคนที่มีเอชไอวียังเป็นคนที่ไม่แข็งแรง ป่วยง่าย เป็นแล้วตายไว และอาจทำให้เพื่อนร่วมงานติดเชื้อฯ หากต้องทำงานเสี่ยงๆ ด้วยกัน จึงเห็นว่าระเบียบของตัวเองนั้นเหมาะสมแล้ว ทำให้ตอนนี้คนที่ติดเชื้อฯ หลายคนที่ไปสอบตำรวจ แล้วก็สอบผ่านด้วย เขามีศักยภาพที่จะทำอาชีพนี้ได้แต่ติดที่มีเชื้อเอชไอวีจึงไม่ได้ไปต่ออย่างน่าเสียดาย
ทั้งที่ข้อเท็จจริงในตอนนี้คือใครที่มีเชื้อเอชไอวีและได้เข้าสู่การรักษา มียาต้านไวรัสฯ กินอย่างต่อเนื่องก็ไม่มีใครป่วยตายจากเอดส์เหมือนสมัยก่อนแล้ว มีสุขภาพแข็งแรงอายุยืนยาวได้ไม่ต่างจากคนที่ไม่มีเชื้อ และที่สำคัญ คนที่กินยาจนตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวีในเลือด จะไม่ส่งต่อเชื้อให้ผู้อื่น ตามหลัก ‘ยูเท่ากับยู’ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ยังไม่สามารถฝ่าอคติแบบฝังลึกจนนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายได้
ท้าทายอย่างที่ 2 ต่อเนื่องจากความท้าทายข้อแรก คือการส่งเรื่องร้องเรียนดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าขัดหรือแย้งกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ระบุไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งหลังจากที่เราไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินก็ทำให้เห็นว่ามีขั้นตอนที่ยาวนานมาก เรียกได้ใช้เวลาหลายปีกว่าจะดำเนินการเสร็จ ทำให้ผู้ติดเชื้อฯ หลายคนเสียโอกาสที่อยากทำอาชีพที่ใฝ่ฝัน (เบื้องต้นทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินช่วยดูให้ก่อน)
ท้าทายอย่างที่ 3 มีข้อสังเกตว่าเวลาผู้ติดเชื้อฯ ออกมาเรียกร้องสิทธิให้เท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในสังคม อย่างเราที่ออกมาเรียกร้องเรื่องการมีงานทำ มักโดนคอมเมนต์ถล่มเยอะมาก แบบประชาชนด่ากันเอง เช่น ไปดูแลตัวเองให้ดีก่อนดูแลคนอื่น หรือระเบียบมาแบบนี้แล้วก็ควรทำตามที่เขาบอก บางความเห็นบอกว่าอาชีพตำรวจมีเกียรติ ตัวเองติดเชื้อฯ ไม่สมควรไปทำ ฯลฯ และยิ่งถ้าใครแทงสวนออกมาให้มุมมองสนับสนุนว่าเป็นสิ่งที่ควรทำได้ ก็โดนทัวร์ลงจนตั้งตัวไม่ทัน แต่กลับไม่มีใครตั้งคำถามว่าจริงๆ แล้วระเบียบที่ออกมามันขัด หรือเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ถ้าขัดเพราะอะไร ถ้าไม่ขัดเพราะอะไร เอาเหตุผลมาคุยกันดี
เอาเข้าจริงก็คงสะท้อนการทำงานของตัวเองอยู่เหมือนกันว่าสิ่งที่เราพยายามทำให้เอชไอวีอยู่ในวิถีปกติของสังคม ด้วยการสื่อสารให้ข้อมูลที่ถูกต้องในเรื่องเอชไอวีมาตลอด ทั้งในมุมของการป้องกัน การเข้าถึงการรักษา และการอยู่ร่วมกัน ยังอยู่แค่ในกลุ่มเรากันเองยังไปไม่ถึงคนส่วนใหญ่ หรือยังเปลี่ยนอคติในใจของคนไม่ได้
“แต่ก็ยังต้องทำงานรณรงค์สร้างความเข้าใจในทุกระดับต่อไปอยู่ดี ตั้งแต่สร้างความเข้าใจให้กับหน่วยงานของรัฐอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้ ไปจนถึงพยายามดูว่าคอมเมนต์ที่คนด่าส่วนมากเป็นเรื่องไหนเยอะสุด ก็หยิบมาให้ข้อมูลจริงๆจังๆ ตอบกลับไปบ้าง บางทีใส่ความเห็นไปแล้วคนที่ด่าอาจไม่กลับมาอ่านอีก หรืออาจได้รับทัวร์เพิ่มก็ถือว่าปกติ แต่อย่างน้อยก็ยังให้ข้อมูลที่ถูกต้องได้ผ่านตาคนที่เข้ามาอ่านใหม่บ้างก็ยังดี แต่ถ้าเราเลือกที่จะไม่ทำเลยคงไม่มีใครออกมาปกป้องสิทธิมนุษยชนแทนเราได้” ยุพากล่าว













