เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย (เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ) ยื่นคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 2101007038 ในสารไนร์มาเทรลเวียร์ (Nirmatrelvir) ที่ผสมรวมเม็ดกับยาริโทนาเวียร์ (Ritonavir) เพื่อใช้รักษาโรคโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer Inc.)
“แพกซ์โลวิด” (Paxlovid) เป็นชื่อทางการค้าของยาไนร์มาเทรลเวียร์/ริโทนาเวียร์ (Nirmatrelvir/Ritonavir) ของบริษัทไฟเซอร์ ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้รักษาโรคโควิด-19 ใช้อย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะอาจจะเกิดอาการรุนแรงสูง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ที่มีโรคประจำตัว
แม้ว่าตอนนี้โรคโควิด-19 จะไม่ได้ถูกจัดให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับโลกแล้ว แต่โรคดังกล่าวยังคงก่อให้เกิดการเจ็บป่วยรุนแรงและมีการเสียชีวิตในกลุ่มประชากรเปราะบาง ดังนั้น การเข้าถึงยาต้านไวรัสโควิด – 19 ที่มีประสิทธิภาพ จึงยังคงมีความสำคัญต่อการรักษาผู้ป่วย อีกทั้งยังเป็นเตรียมความพร้อมรับมือกับการระบาดและภาวะโรคระบาดในอนาคต
เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ได้ยื่นคำคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา หลังตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรแล้วเห็นว่ามีข้อถือสิทธิหลายประการที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่จะได้รับตามกฎหมายสิทธิบัตรของไทย
เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ มีความกังวลว่าการให้สิทธิบัตรแก่สิ่งประดิษฐ์ที่ไม่สมควรจะได้รับ อาจส่งผลให้การแข่งขันจากยาชื่อสามัญล่าช้า จำกัดทางเลือกในการรักษา และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายต่อผู้ป่วยและระบบสาธารณสุข

นายอภิวัฒน์ กว้างแก้ว รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า การเข้าถึงยาจำเป็นเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในสุขภาพ เราได้เคยเรียนรู้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พบว่าความล่าช้าในการเข้าถึงการรักษาส่งผลกระทบร้ายแรงต่อบุคคล ครอบครัว และชุมชน เราจึงเชื่อว่าระบบสิทธิบัตรไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยาที่จำเป็นของประชาชน หลักการนี้มีความสำคัญไม่เพียงต่อการรักษาโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน แต่ยังรวมถึงการส่งเสริมความเป็นธรรมด้านสุขภาพและการเข้าถึงยาในภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในอนาคตด้วย
“เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ เห็นว่าคำขอรับสิทธิบัตรดังกล่าวหลายข้ออาจขาดความใหม่และขาดขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์สำคัญในการได้รับสิทธิบัตรตามที่กฎหมายไทยกำหนดไว้” อภิวัฒน์กล่าว

ด้าน นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการงานการเข้าถึงยา เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า เราสนับสนุนการวิจัยและพัฒนายาที่เป็นนวัตกรรมอย่างแท้จริง และตระหนักถึงคุณูปการของยาใหม่ต่อการสาธารณสุข แต่หากมีการให้สิทธิบัตรแก่สิ่งที่รู้กันอยู่แล้ว หรือเป็นเพียงการดัดแปลงต่อยอดจากองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่เดิม โดยที่ผู้มีความชำนาญในศาสตร์สาขานั้นคาดการณ์ได้ อาจก่อให้เกิดการผูกขาดโดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังชะลอการแข่งขันการผลิตยาชื่อสามัญ และทำให้ยามีราคาแพงเกินควร
“การคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรเพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและสุขภาพของประชาชน โดยการติดตามตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรและการนำเสนอข้อมูลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถช่วยให้มั่นใจได้ว่าสิทธิผูกขาดจะได้รับเฉพาะการประดิษฐ์ที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย ขณะเดียวกันยังช่วยส่งเสริมให้ระบบทรัพย์สินทางปัญญามีความสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ การมีส่วนร่วมดังกล่าวยังช่วยเสริมสร้างคุณภาพ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของระบบสิทธิบัตร ตลอดจนทำให้ประเด็นด้านสาธารณสุขได้รับการพิจารณาอย่างเหมาะสม” ผู้จัดการงานการเข้าถึงยากล่าว
เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ยังเห็นว่ากรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลของนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งภาคประชาสังคมได้แสดงความกังวลว่ามาตรการทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินกว่ามาตรฐานความตกลง TRIPS (ทริปส์พลัส: TRIPS+) อาจส่งผลให้เกิดการผูกขาดทางยาที่เข้มข้นขึ้น และลดพื้นที่เชิงนโยบายที่จำเป็นต่อการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนและการเข้าถึงยา
หากการคัดค้านครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ข้อถือสิทธิที่ถูกคัดค้านจะไม่ได้รับการจดสิทธิบัตรในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยรักษาโอกาสในการแข่งขันของยาชื่อสามัญในอนาคต สนับสนุนการเข้าถึงยารักษาโรคโควิด-19 ในราคาที่เหมาะสมในระยะยาว และช่วยคุ้มครองความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและระบบสาธารณสุขให้กับประเทศ
ที่มาภาพยา: https://theindianpharma.com/nirmatrelvir-ritonavir/









