ภาพจำของระบบสุขภาพในอดีตสำหรับประชาชนทั่วไป หากใครไม่เงินซื้อบัตรสุขภาพ ก็ต้องไปขอความอนุเคราะห์จากโรงพยาบาลให้ช่วยสงเคราะห์งดเว้นค่ารักษาพยาบาลให้ตามลำดับความยากจน กลายเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้คนเข้าไม่ถึงการรักษา บางส่วนต้องล้มละลายจากการรักษา บางส่วนจำใจหันหลังให้กับกระบวนการรักษาและหาทางเยียวยาตัวเองตามยถากรรม
แต่การเกิดขึ้นของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 หรือ “บัตรทอง” ทำให้การจัดบริการด้านสาธารณสุขไม่ได้เป็นเรื่องของความรวย ความจน หรือดูตามเศรษฐฐานะของผู้รับบริการอีกต่อไป แต่ทำให้บริการด้านสาธารณสุขกลายเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ที่รัฐนำเงินภาษีมาจัดบริการให้กับประชาชน
หมายความว่าหากเราไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการ ก็มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ครอบคลุมทั้งการรักษาและการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคอย่างมีมาตรฐานมารองรับไว้ให้ทันที
หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งของระบบบัตรทอง คือ “การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน” ที่ไม่ใช่แค่เข้ารับการรักษาพยาบาล แต่รวมถึงการจัดบริการ ร่วมพัฒนาข้อเสนอ ร่วมแสดงความเห็น ร่วมกำหนดนโยบาย รวมไปถึงร่วมลงมือทำกิจกรรมในระดับพื้นที่และในเชิงประเด็น ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาจัดบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ที่สำคัญยังให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจผ่านกลไกในทุกระดับ
เมื่อภาคประชาชนรู้สึก “มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของระบบ” มาตั้งแต่การลงลายมือเพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ ฉบับของภาคประชาชนร่วมกับข่ายประชาชนอื่น ๆ อีกกว่า 5 หมื่นรายชื่อ ประชาชนจึงต้อง “จับตา” การแก้ไขร่างกฎหมายบัตรทองอย่างไม่ลดละความพยายามไม่ว่าฝ่ายไหนจะเสนอแก้ เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้กฎหมายที่ ‘เป็นสมบัติชิ้นเดียว’ ที่ยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนต้องถูกสั่นคลอน
เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ พร้อม ‘ส่งเสียง’ คัดค้าน หากพบว่า…
- การแก้ไขร่างกฎหมายมีแนวโน้มทำลายหลักการของบัตรทองให้อ่อนแอลง
- แก้แล้วทำให้ประชาชนมีความกังวลใจ ไม่มั่นใจที่จะเข้าไปรับบริการ
- แก้แล้วให้ประชาชนต้องร่วมจ่าย ณ จุดบริการ
- แก้แล้วทำให้การส่วนร่วมขาดหายไป
เพราะนั่นเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีความพยายามที่จะทำให้ระบบสาธารณสุขต้องถอยหลังกลับไปอยู่ในยุคต้องพิสูจน์ความจนอีกครั้ง เป็นการลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างมาก เจ็บปวดพอ ๆ กับการให้ประชาชนต้องดิ้นรนยืนยันความจนเพื่อขอรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ เห็นว่า ‘ระบบหลักประกันสุขภาพ’ เดินทางมาไกลเกินกว่าจะกลับไปสู่ระบบสงเคราะห์ จึงไม่ควรให้การร่วมจ่าย ณ จุดบริการ มาเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางกั้นการเข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานของประชาชน และก้าวต่อไปที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ อยากเห็น คือ…
1. การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม ให้ระบบสุขภาพทุกระบบมีมาตรฐานเดียว
2. ให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณสำหรับบริการจัดการระบบสาธารณสุขอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชน
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย 11 สิงหาคม 2569









