เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย (เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ) ยื่นคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรยารักษาวัณโรคของบริษัท แจนส์เซน ไซเอนเซส ไอร์แลนด์ โดยชี้ว่าคำขอดังกล่าวเป็นความพยายามขยายการผูกขาดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ผ่านการขอจดสิทธิบัตรในรูปแบบยาสูตรผสมจากยาที่มีใช้อยู่แล้ว
คำขอรับสิทธิบัตรดังกล่าวเกี่ยวข้องกับยารักษาวัณโรคแบบสูตรผสม โดยมุ่งเน้นการใช้ยาไพราซินาไมด์ (Pyrazinamide: PZA) ซึ่งเป็นยาหลักที่ใช้มาอย่างยาวนาน ร่วมกับยาที่ในกลุ่มที่เป็นตัวยับยั้งไซโตโครม bc1 โดยเฉพาะ Q203 (หรือที่รู้จักในชื่อ ‘ทีลาซีเบค’ (Telacebec)) ซึ่งเป็นยาชนิดใหม่ที่ยังอยู่ในระหว่างการวิจัย นอกจากนี้ ยังครอบคลุมการใช้ร่วมกับยาต้านวัณโรคอื่น ๆ ที่ใช้รักษาอยู่ในปัจจุบัน เช่น ยาเบดาควิไลน์ (Bedaquiline) ยาโคลฟาซิมีน (Clofazimine) และยาไรแฟมพิซิน (Rifampicin)
คำขอฉบับนี้ได้ขอสิทธิผูกขาดในเรื่องยาวัณโรคสูตรผสม ที่นำยาหลายชนิด ทั้งยาใหม่และยาที่ใช้ในทางการแพทย์มานานแล้วมาผสมรวมกัน เป็นความพยายามขยาย ‘การผูกขาดแบบต่อยอด’ (Ever greening) โดยมิได้เป็นนวัตกรรมใหม่อย่างแท้จริง แต่เป็นการนำยาที่มีอยู่เดิมมาผสม เพื่อขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลอีกว่าการอ้างสิทธิมีลักษณะครอบจักรวาลและคลุมเครือ ตัวอย่างเช่น คำขอดังกล่าวครอบคลุมถึง “ตัวยับยั้งไซโตโครม bc1” ซึ่งเป็นการอ้างถึงกลไกการออกฤทธิ์ของยามากกว่าการระบุโครงสร้างทางเคมีที่ชัดเจน และอาจครอบคลุมสารจำนวนมากที่มีคุณสมบัติในลักษณะเดียวกัน
เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ จึงยื่นคำคัดค้านเพื่อป้องกันไม่ให้มีการให้สิทธิบัตรแก่ยาที่ไม่สมควรได้รับความคุ้มครอง และเพื่อให้ผู้ป่วยในประเทศไทยสามารถเข้าถึงยาที่จำเป็นในราคาที่ไม่แพง

เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการโครงการการเข้าถึงยา เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ถ้าคำขอรับสิทธิบัตรนี้ได้รับการอนุมัติ จะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงการรักษาวัณโรคในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครอบคลุมสูตรยาที่มียาเบดาควิไลน์ ซึ่งเป็นยาหลักในการรักษาวัณโรคเชื้อดื้อยาที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ แม้ว่ายาเบดาควิไลน์ชนิดเม็ดจะไม่มีสิทธิบัตรในไทย แต่การให้สิทธิบัตรในรูปแบบสูตรผสมอาจทำให้เกิดการผูกขาดทางอ้อม และจำกัดการเข้าถึงสูตรยารักษาที่มีประสิทธิภาพ
เฉลิมศักดิ์ย้ำว่า คำขอรับสิทธิบัตรดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายไทย ทั้งในด้านความใหม่ ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และความชัดเจน เนื่องจากเป็นการอ้างสิทธิจากองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่แล้ว และแนวทางการรักษาที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังมีการอ้างสิทธิที่ครอบคลุมกว้างขวางและไม่ชัดเจน

ยุพา สุขเรือง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่าเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ เคยยื่นคัดค้านคำขอสิทธิบัตรยาเบดาควิไลน์ของบริษัท Johnson & Johnson (J&J) หลายฉบับจนประสบความสำเร็จ ทไให้ยาเบดาควิไลน์ชนิดเม็ดไม่มีสิทธิบัตรในประเทศไทย จึงเปิดทางให้มียาชื่อสามัญในราคาที่เข้าถึงได้ ลดค่าใช้จ่ายในการรักษา และทำให้ผู้ป่วยภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถเข้าถึงยาดังกล่าวได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สะท้อนให้เห็นว่าการคัดค้านสิทธิบัตรช่วยเพิ่มการเข้าถึงยาได้อย่างเป็นรูปธรรม
“เราจึงไม่ควรปล่อยให้การขอสิทธิบัตรในรูปแบบสูตรผสมกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงขอเรียกร้องให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาปฏิเสธคำขอรับสิทธิบัตรฉบับนี้ผ่านการยื่นคำคัดค้าน เพื่อป้องกันการให้สิทธิบัตรที่ไม่มีคุณภาพ และยืนยันว่าระบบสิทธิบัตรควรให้ความสำคัญกับประโยชน์ด้านสาธารณสุขและการเข้าถึงยาเป็นสำคัญ” ยุพากล่าว









