“เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย” มี ‘3 ข้อเสนอ’ จาก ‘3 เรื่องเล่า’ ของคนในพื้นที่ เสนอไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นองค์กรต้นแบบที่จะไม่นำเอชไอวี/เอดส์ มาเป็นเงื่อนไขในการเลือกปฏิบัติจนอาจเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ติดเชื้อฯ ดังนี้…

1. ข้อเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่ดูแลโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัด: ประสานความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขและภาคประชาสังคมในการจัดทำแผนสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องเอชไอวีให้กับคณะครูและบุคลากรในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เท่าทันข้อมูลในทางวิชาการ และเท่าทันอคติในการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้อื่นอันเนื่องมาจากเอชไอวี พร้อมทั้งต้องมีกลไกการแก้ไขปัญหาที่ทันต่อสถานการณ์กรณีเกิดการละเมิดสิทธิเด็ก

“แม้ว่าการรักษาเอชไอวีในตอนนี้ไปไกลกว่าเดิมมาก แต่การตีตรา การรังเกียจ หรือกลัวผู้ติดเชื้อฯ ยังเหมือนเมื่อตอนปี 2538 สมัยที่เข้ามาทำงานใหม่ๆ อยู่เลย ยิ่งพอเป็นเรื่องที่เกิดในโรงเรียนที่เราคาดหวังว่าน่าจะเป็นแหล่งที่มีข้อมูลในเรื่องเอชไอวี/เอดส์ อยู่พอสมควร แต่พอมีเด็กคนหนึ่งต้องเข้าเรียน กลับถูกโรงเรียนปฎิเสธทันทีที่รู้ว่ามีเชื้อเอชไอวี เราเลยอดคิดไม่ได้ว่าบางทีเราอาจห่างหายจากงานรณรงค์เรื่องเอชไอวีในโรงเรียนและในชุมชนพอสมควร อาจต้องถึงเวลากลับไปทำงานกับคนกลุ่มนี้ใหม่อีกครั้ง” พี่แหม่มตั้งข้อสังเกต

เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2568 ‘พี่แหม่ม’ ศิริรัตน์ เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ จ.เชียงใหม่ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากมูลนิธิแห่งหนึ่งที่เป็นสถานสงเคราะห์รับเลี้ยงเด็กกำพร้าใน จ.เชียงใหม่ ว่ามีเด็กที่อยู่ความดูแลคนหนึ่งถูกโรงเรียนหลายแห่งไม่รับเข้าเรียนเพราะรู้ว่ามีเชื้อเอชไอวี จึงอยากให้หาวิธีช่วยเด็กได้เข้าเรียนในโรงเรียนเหมือนกับเด็กนักเรียนคนอื่นๆ

ย้อนหลังไปช่วงปี 2567 มูลนิธิแห่งนี้ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งว่าเจอ ด.ญ.นวล (นามสมมติ) ถูกทิ้งไว้ข้างทาง เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิลงไปรับเด็กจึงทราบว่า ด.ญ.นวล มีอายุ 8 ปี พ่อแม่มีเชื้อเอชไอวีและเสียชีวิตไปแล้ว เพื่อนบ้านจึงรับดูแลต่อ ตอนนวลเริ่มมีอาการป่วย เพื่อนบ้านพาไปหาหมอทำให้ทราบว่านวลติดเชื้อฯ นวลไม่เคยได้รับยาต้านไวรัสฯ มาก่อน ทางมูลนิธิจึงพาเด็กเข้ารับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสฯ และดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ ด้วย

ต่อมาเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิพาเด็กไปสมัครเรียนที่โรงเรียนใกล้ๆ และโรงเรียนในอำเภอใกล้เคียงรวม 6 แห่ง บางแห่งปฏิเสธ บางแห่งเงียบหาย บางแห่งมีเงื่อนไขให้เด็กเรียนอยู่ที่บ้านไม่ต้องมาโรงเรียน โดยให้เหตุผล เช่น ที่โรงเรียนมีนักเรียนเยอะแล้วไม่สามารถรับเพิ่มได้อีก บางส่วนกังวลว่าถ้าผู้ปกครองคนอื่นรู้แล้วจะไม่พาลูกมาเรียน และกลัวเด็กจะถูกล้อถ้ารู้ว่ามีเชื้อฯ เป็นต้น

พี่แหม่ม รวมถึงทีมทำงานจากเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ จึงประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาช่วยกันแก้ไขปัญหา เช่น การจัดวงประชุม โดยเชิญทั้ง พมจ. (สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด) สสจ.(สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด) ศูนย์ประสานสิทธิ์ของโรงพยาบาล มูลนิธิแฟร์ (มูลนิธิเพื่อสิทธิและความหลากหลาย) เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ และโรงเรียนที่ไม่รับเด็กเข้าเรียน มาพูดคุยแลกเปลี่ยนและทำความเข้าใจข้อมูลพื้นฐานเรื่องเอชไอวีเพิ่มเติม เช่น ช่องทางการติดเชื้อ หลักการอยู่ร่วมกัน และเรื่องยูเท่ากับยู (ผู้ติดเชื้อที่กินยาต้านไวรัสฯ อย่างต่อเนื่องจนตรวจไม่เจอเชื้อไวรัสในเลือดจะไม่ส่งต่อเชื้อให้กับคนอื่น)

จากการลงไปทำกิจกรรมทำให้พี่แหม่มเห็นว่าครูอาจารย์หลายคนดูเหมือนไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจในเรื่องเอชไอวีเลย หลายคนยังกังวลเรื่องการอยู่ร่วมอย่างมาก และยังละเมิดสิทธิเด็กด้วยการเปิดเผยการมีเอชไอวีของเด็กด้วย ทั้งที่การจะบอกหรือไม่บอกผลเลือดต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจของแต่ละคน ที่สำคัญใครจะมีหรือไม่มีเอชไอวีก็ไม่ได้มีผลในการอยู่ร่วมกันในโรงเรียนอยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 68 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้าพบ พมจ.ชียงใหม่ เพื่อย้ำหลักการให้เด็กทุกคนต้องได้เรียนหนังสือ โดยไม่มีเงื่อนไขในการเลือกปฏิบัติ

ตอนนี้น้องสามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ แม้จะต้องไปเรียนอยู่ต่างอำเภอ เพราะโรงเรียนในพื้นที่ยังไม่รับเข้าเรียน แต่ดูน้องมีความสุขดีที่ได้มีเพื่อนเล่นที่โรงเรียน

“สิ่งที่เราทำอยู่ไม่ได้ต้องการอะไรมากเป็นพิเศษ เพียงแค่ต้องการให้เด็ก 1 คนได้เรียนตามสิทธิขั้นพื้นฐานเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เท่านั้นเอง แต่การจะทะลายอคติลงได้ต้องใช้ทั้งเวลาและความร่วมมือจากหลายภาคส่วนมาช่วยกันแก้ไขปัญหาแม้จะยังปรับเปลี่ยนไม่ได้ทั้งหมด แต่การมีวงคุยก็ทำให้มีพื้นที่ที่ให้แต่ละฝ่ายมาแลกเปลี่ยนความเห็นในแง่มุมต่างๆ และหาทางออกร่วมกัน” พี่แหม่ม กล่าว

2. ข้อเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ: ในฐานะที่ดูแลกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่เป็นหน่วยงานส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนได้เข้าถึงการเรียนรู้ทุกรูปแบบและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้ ‘เร่ง’ ทบทวนหลักสูตรการเรียนสอนของ สกร. ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เป็นปัจจุบัน เนื่องจากในข้อสอบของ สกร. ยังมองเอชไอวีเป็นเรื่องของความสำส่อนเหมือนสมัย 20 ปีที่แล้ว เป็นการตีตราและส่งต่ออคติที่ทำให้ผู้ติดเชื้อฯ ถูกมองไม่ดี ย้ำเอชไอวีเป็นเรื่องของทุกคนหากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน

‘ยุพา สุขเรือง’ ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ สสอ. (สาธารณสุขอำเภอ) ในพื้นที่มีนโยบายอยากให้สมาชิก อสม. ทุกคนมีวุฒิการศึกษาระดับ ม.ปลาย ตัวเองและสมาชิก อสม.คนอื่นๆ ในตำบลที่ยังไม่ได้วุฒิ ประมาณ 10 กว่าคน จึงรวมกลุ่มกันสมัครเรียนหลักสูตรของ ศสกร.อำเภอ (ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สังกัดกระทรงศึกษาธิการ) โดยมีครูจาก ศสกร. สัญจรมาสอนถึงที่ตามวันเวลาที่นัดหมายกัน

โดยปกติตามหลักสูตรการเรียนการสอนของ ศสกร. จะจัดสอบ 2 ครั้งต่อปี คือสอบเทอม 1 ช่วงเดือนกันยายน และสอบเทอมที่ 2 ช่วงเดือนมีนาคมของปีถัดไป ก็จะจบการศึกษาประจำปีนั้นๆ ยุพาที่ผ่านการสอบเทอมที่ 1 เรียบร้อยแล้ว เล่าให้ฟังว่าระหว่างทำข้อสอบวิชา ‘ชีวิตและครอบครัว’ เกิดสะดุดตากับคำตอบของคำถามเกี่ยวกับการรับเชื้อเอชไอวีว่า เอ๊ะ!! ทำไมเขายังใช้คำว่า ‘สำส่อน’ อยู่เลย ทั้งๆ ที่การทำงานเรื่องเอดส์ ‘เลิก’ ใช้คำนี้ไปแล้ว เพราะเป็นการ ‘ตีตรา’ แบบเหมารวมที่ทำให้ผู้ติดเชื้อฯ ที่ไม่ได้มีพฤติกรรมดังกล่าว รู้สึกแย่ ที่สำคัญข้อเท็จจริงบอกกับเราว่าสาเหตุหนึ่งของการติดเชื้อเอชไอวีมาจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันไม่ว่าจะกับใครก็ตาม

พอทำข้อสอบเสร็จยุพาจึงถ่ายรูปข้อสอบเก็บไว้ แล้วเอามาคุยกับครู ศสกร.ที่มาสอนว่า ทำไมข้อสอบยังใช้คำโบราณเหมือนเมื่อก่อน ครูอธิบายว่าข้อสอบมาจากส่วนกลาง คนที่ออกข้อสอบก็จะคัดครูจากที่ต่างๆ ไปคิดข้อสอบซึ่งอาจไม่ได้เข้าใจเรื่องสิทธิด้านเอดส์แบบลึกซึ้งเหมือนคนที่ทำงานด้านนี้โดยตรง แต่ในมุมของยุพาคาดหวังว่าถ้าเป็นหน่วยงานด้านการศึกษาที่เป็นผู้ชี้นำความคิดของคน ควรอัปเดตความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ใช่แช่แข็งความรู้เหมือนข้อสอบเก่าที่ผ่านมาแล้วกว่า 20 ปี ยิ่งพอมาเห็นคำว่า ‘สำส่อน’ โผล่มาในข้อสอบ ก็รู้สึกเลยว่าหน่วยงานของรัฐเองนั่นแหละที่ยังคงตีตราเรื่องเอดส์แบบเดิมๆ อยู่ และยังส่งต่ออคติที่ไม่ถูกต้องจากรุ่นสู่รุ่นแบบฝังรากลึกจนขุดออกได้ยาก

“คนที่ออกข้อสอบหรือคนที่ตรวจทานข้อสอบ น่าจะมีมุมมองที่ก้าวหน้า หรือให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิ์ให้มากกว่านี้ ถ้าไม่มั่นใจข้อมูลในเรื่องเอดส์ หรือเรื่องเพศศึกษาก็ควรถามคนที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้เลิกผลิตซ้ำภาพจำเรื่องเอดส์ในแบบเดิมๆ และยังจะเป็นประโยชน์กับผู้สอบที่สามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ได้ตามสถานการณ์จริง ไม่ใช่แค่ทำข้อสอบเพียงแค่ให้ผ่านเกณฑ์ประเมิน” ยุพาให้ความเห็น 

3. ข้อเสนอต่อกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์: ‘ต้อง’ ทบทวนและเร่งรัดการแก้ไขนโยบายหรือแนวปฏิบัติของกระทรวงฯ ที่เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะการไม่ยอมรับให้ผู้ติดเชื้อฯ เข้าไปอยู่สถานสงเคราะห์ในสังกัดของกระทรวง เนื่องจากข้อมูลทางวิชาการที่ปัจจุบัน “ผู้ติดเชื้อฯ ที่กินยาอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดยา” ก็จะทำให้ ‘เอดส์’ กลายเป็น ‘โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง’ โรคหนึ่ง ที่สำคัญไม่มีใครติดเอชไอวีจากการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกัน จึงไม่ควรถูกนำมาเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีอีก

‘อภิวัฒน์ กวางแก้ว’ รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ได้ลงพื้นที่ในช่วงเดือนกันยายน 2568 ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ เพื่อติดตามการจัดการดูแลผู้ที่พักพิงในสถานชีวาภิบาลวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ช่วงที่มีปัญหาเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาค จนส่งผลกระทบกับการดูแลผู้ที่พักพิงในศูนย์ฯ

อภิวัฒน์บอกว่า ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าผู้ที่พักพิงในศูนย์ฯ ของวัดพระบาทน้ำพุ ไม่ได้เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั้งหมด แต่เป็นผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่นๆ และผู้ที่ต้องได้รับการดูแลแบบประคับประคองด้วย

สาธารณสุขจังหวัดลพบุรีและท้องถิ่นลงมาช่วยประสานหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาประชุมแก้ไขปัญหาร่วมกัน จัดทำฐานข้อมูลคนที่อยู่ในศูนย์ฯ ตรวจสอบสิทธิการรักษา และช่วยประสานส่งต่อ อย่างบางคนพอมีญาติพี่น้องที่ติดต่อกันได้ ถ้าพร้อมดูแลก็ให้มารับกลับไป บางคนอยู่คนเดียวไม่มีที่พึ่ง บางคนถูกทอดทิ้งมาเลยก็มี ก็ต้องช่วยกันหาที่พักรองรับในระยะยาว เพราะส่วนใหญ่ก็อยู่ที่ศูนย์กันมานานกว่าครึ่งค่อนชีวิตจนเป็นผู้สูงวัยกันเกือบหมด

ในมุมการรักษา ทุกคนมีสิทธิบัตรทองไว้อยู่แล้ว สามารถรักษาต่อเนื่องได้ แต่ในด้านบ้านพัก เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งระยะสั้นและระยะยาวที่จะไม่ทำให้กลุ่มผู้ป่วย ผู้สูงอายุที่พักพิงอยู่ในศูนย์รู้สึกเคว้งคว้าง หรือไม่ทำให้รู้สึกถูกทิ้งซ้ำ ทซึ่งคาดหวังว่า พม. (กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) จะมาช่วยปิดรอยรั่วตรงจุดนี้ได้

อภิวัฒน์มองว่า หน้าที่ของ พม. ก็เป็นไปตามชื่อกระทรวงที่มีบทบาทดูแลคุณภาพชีวิตของคน ต้องสร้างมั่นใจโดยเฉพาะในด้านอารมณ์ความรู้สึกที่จะทำให้คน ๆ หนึ่งรู้สึกมั่นคงถ้าเขาได้รับการดูแลจากรัฐ แต่ถ้ากล่าวอ้างคำพูดของปลัดกระทรวง พม. ในตอนนั้น (อนุกูล ปีดแก้ว) ให้เหตุผลว่าตามระเบียบของสถานสงเคราะห์ที่อยู่ในสังกัด พม.ไม่สามารถรับผู้ป่วยที่เข้าข่ายโรคติดต่อรุนแรง 5 โรค ซึ่งหนึ่งในนั้นมีโรคเอดส์ด้วย ทำให้ พม. ไม่มีสถานที่รองรับผู้ป่วยเอดส์โดยตรง ท้ายที่สุดคนที่ยังต้องการที่พักซึ่งมีประมาณ 30 กว่าคนก็ต้องส่งให้มูลนิธิที่เป็นภาคเอกชนมารับช่วงต่อ

น่าเสียใจที่กระทรวง พม. ยังคงมีกฎระเบียบที่ล้าหลัง เนื่องจากการอยู่ร่วมกันในบ้านพัก จะไม่ทำให้เกิดใครติดเชื้อได้เลย เพราะเอชไอวีติดต่อได้เพียง 3 ทางเท่านั้น คือ ทางเพศสัมพันธ์ ทางการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน และจากแม่สู่ลูก และก็ไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาดูแลผู้ติดเชื้อฯ เป็นพิเศษ เพราะหากเจ็บป่วยก็เข้ารับการรักษาตามอาการ ไม่ต่างจากคนที่ไม่มีเอชไอวี

อภิวัฒน์มองว่าหน่วยงานภาครัฐควรถึงเวลาแก้ไขระเบียบโดยด่วน เพราะเนื้อหาไม่สอดคล้องกับข้อมูลในปัจจุบัน พร้อมทั้งต้องมีกระบวนการสร้างความเข้าใจเรื่องเอชไอวีให้กับบุคลากรในบ้านพักให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้คนทำงานสามารถจัดบริการได้อย่างมั่นใจ และมีความสุขในการอยู่ร่วมกัน

ยิ่งตอนนี้เราเป็นสังคมสูงวัยแล้ว ผู้ติดเชื้อฯ หลายคนก็จะเข้าสู่ภาวะสูงวัยเหมือนกับคนอื่นๆ ที่บางคนอาจอยู่ในภาวะอยู่ตัวคนเดียว หรือไม่มีใครดูแลก็ต้องการพึ่งพาระบบบ้านพักจากรัฐในอนาคต ซึ่งอาจมีปัญหาในการเข้าใช้บริการด้วยเช่นกันหากระเบียบของรัฐไม่ปรับปรุง

เราจึงคาดหวังให้หน่วยงานรัฐต้องเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะไม่สร้างเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพราะไม่เพียงเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการต่างๆ แล้ว ยังเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อีกด้วย