เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 69 นายนิมิตร์ เทียนอุดม ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบติดตามการเข้าถึงบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และวัณโรค สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมด้วย นพ.สุเมธ องค์วรรณดี ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และคณะติดตามและเยี่ยมศูนย์บริการองค์รวมและการบริหารจัดการยาต้านไวรัสฯ  จาก สปสช. และเจ้าหน้าที่จาก สปสช. เขต 1 เชียงใหม่ มาเยี่ยมชมการทำงานของ “ชมรมสู่ขวัญดอยหลวง” โดยมี นพ.พิสิษฐวุฒิ อยุทธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงดาว รวมถึงคุณณัฐวดี อารีหนู พยาบาลประจำคลินิกยาต้านไวรัสเอชไอวี เจ้าหน้าที่กลุ่มงานเภสัช และอาสาสมัครของชมรมฯ ให้การต้อนรับ

นพ.พิสิษฐวุฒิ ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า รพ.เชียงดาว เป็นพื้นที่ที่มีจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎร์ประมาณ 100,000 คน มีการขยายบริการโดยมีแพทย์อายุรกรรมเพิ่มมา 2 คน มีหมอครอบครัว หมอวิสัญญี สูตินารีเวช รวมถึงมีแผนกฉุกเฉิน และมีเตียงสำหรับผู้ป่วยในเพิ่มเป็น 120 เตียง เพราะต้องการยกระดับเป็นฮับที่ช่วยรับดูแลรักษาผู้ป่วยจาก อ.พร้าวและเวียงแหง จะได้ไม่ต้องใช้เวลานานในการเดินทางเข้าตัว อ.เมือง ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขก็ให้การสนับสนุนตามความจำเป็น แต่ รพ.เชียงดาว ยังมีโอกาสที่ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากองค์กรภายนอก ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน สโมสร มูลนิธิต่างๆ รวมไปถึงองค์กรภาคประชาสังคม และชุมชนมาช่วยสนับสนุนการทำงานทำให้งานของโรงพยาบาลพัฒนาไปได้ดีอย่างต่อเนื่อง

สกาวเดือน สมเกตุ อาสาสมัครชมรมสู่ขวัญดอยหลวง กล่าวว่า กลุ่มของผู้ติดเชื้อฯ ในโรงพยาบาลเชียงดาวเกิดขึ้นเมื่อปี 2540 ในลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อนมาเจอมาคุยกันในวันรับยา แต่มาตั้งกลุ่มอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2542 เพราะอยากทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมประสานระหว่างระบบสุขภาพของโรงพยาบาลกับคนที่มารับริการได้เข้าถึงบริการได้อย่างไร้รอยต่อและครอบคลุมมากขึ้น ปัจจุบันชมรมฯ ขึ้นทะเบียนชมรมฯ เป็นหน่วยบริการรับและส่งต่อบริการ ตามมาตรา 3 ของ สปสช. เรียบร้อยแล้ว มีสมาชิกในชมรมฯ ทั้งหมด 561 คน แบ่งเป็นสิทธิบัตรทอง 393 คน ประกันสังคม 31 คน ข้าราชการ 12 คน ผู้มีปัญหาสถานะบุคคล 99 คน และกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีสิทธิใด ๆ อีก 26 คน

อาสาสมัครย้ำว่า ชมรมฯ ไม่ได้ทำหน้าที่แทนโรงพยาบาลแต่ช่วย ‘เติมเต็มช่องว่าง’ ในการดูแลผู้ติดเชื้อฯ โดยทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่พยาบาลในคลินิกเอชไอวีที่ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ก่อตั้งกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษาคนที่เดินเข้ามารับบริการที่ชมรมฯ ช่วยประสานให้ผู้รับบริการเริ่มยาต้านไวรัสฯ ให้เร็วที่สุด ช่วยคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ วัณโรค ไวรัสฯ บี ไวรัสฯ ซี โรคร่วมอื่น ๆ การลงติดตามเยี่ยมบ้านในรายที่สมัครใจ ติดตามคนที่หายไปจากการรักษาให้กลับเข้าสู่ระบบที่ต่อเนื่อง ส่งเสริมเรื่องการป้องกันเอชไอวีในคู่ที่มีผลเลือดต่างด้วยการแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยหรือเพร็พ รวมถึงทำงานด้านการคุ้มครองสิทธิให้กับผู้บริโภคด้วย

ส่วนงานเชิงรุกได้ลงไปทำกิจกรรมในชุมชนร่วมกับโรงพยาบาลในการความรู้เรื่องเอชไอวีและส่งเสริมการตรวจเลือดด้วยการใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองโดยสมัครใจ ทั้งนี้หัวใจสำคัญในการทำงานร่วมกันระหว่างชมรมฯ กับโรงพยาบาล คือ ‘การยึดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน’ ตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการติดตามการดำเนินงานให้ต่อเนื่อง และร่วมพัฒนาระบบบริการไปกับโรงพยาบาลด้วย เพื่อให้ผู้ติดเชื้อฯ ได้รับการดูแลที่รอบด้านทั้งกาย ใจ และสังคม

แต่งานเอชไอวีไม่ได้สิ้นสุดที่ได้รับยาต้านฯ แล้วแยกย้าย เราเริ่มเห็นว่าผู้ติดเชื้อฯ หลายคนเป็นผู้สูงอายุแล้ว บางคนมีโรคความดัน เบาหวาน ไขมันเข้ามาเพิ่ม บางคนกินยามานานและเห็นว่ามีสุขภาพดีเลยอยากหยุดยา เพื่อนบางคนยังไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิได้รับการคัดกรองความเสี่ยงอื่น ๆ บางคนแข็งแรงดีต้องออกไปทำงานต่างพื้นที่แต่ยังไว้ใจให้ชมรมฯ ช่วยดูแลต่อจึงไม่อยากย้ายสิทธิไปไหน ในขณะบางคนเป็นกลุ่มเปราะบางที่เผชิญปัญหาด้านสุขภาพจิต รวมไปถึงถูกตีตราทั้งภายในตัวเองและจากชุมชน

ตัวอย่างของความท้าทายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่างานของชมรมฯ ไม่สามารถโฟกัสแค่เรื่องเอชไอวีได้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ทางทีมอาสาสมัครจึงมีข้อเสนอแนะว่าต้องการกระบวนการพัฒนาศักยภาพและทักษะให้ทีมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทักษะการให้บริการเบื้องต้นกับผู้ที่มีปัญหาทางจิต รวมไปถึงสนับสนุนให้มีเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ ของผู้ติดเชื้อฯ เช่น ผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ผลการตรวจแล็บอื่นๆ เข้ามาในระบบ เพื่อใช้วางแผนการติดตามให้กับผู้รับบริหารได้อย่างครบถ้วนตามมาตรฐาน และอยากขยายงานเชิงป้องกันในกลุ่มผู้ฝากครรภ์กับคู่ทุกราย เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งต้องให้โรงพยาบาลช่วยประสานงานระหว่างแผนกเอชไอวีกับคลินิกฝากครรภ์ที่ต้องการให้ส่งต่อบริการระหว่างกันด้วย