มีโอกาสได้เห็นข้อมูลการนำเสนอของกองโรคเอดส์ฯ ทำให้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจว่าแม้ยาต้านไวรัสเอชไอวีจะเข้าไปอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ 2548 เรียบร้อยแล้ว รวมไปถึงแนวทางการป้องกันและรักษาเรื่องเอชไอวีอื่นๆ ก็มีการปรับปรุงอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2565 (ค.ศ.2022) ก็ยังพบว่าในผู้ติดเชื้อฯ รายใหม่ทั้งหมด 17,809 คนนั้นมีมากกว่าครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 52% จะเดินเข้ามารับการตรวจเอชไอวีก็ต่อเมื่อมีซีดี 4 ลดต่ำกว่า 200 หรือมาตอนที่ภูมิคุ้มกันเริ่มมีปัญหาแล้ว
.
โดยกลุ่มคนที่เข้ารับการรักษาช้าที่สุดกลับพบว่าเป็น “ประชาชนทั่วไป” ตามมาด้วยกลุ่มที่ใช้สารเสพติดฉีดเข้าเส้น และกลุ่มพนักงานบริการทางเพศ ในขณะที่กลุ่มที่เข้าถึงการรักษาในขณะที่ซีดี 4 ยังดีอยู่ หรือภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับสูง อันดับ 1 คือ หญิงตั้งครรภ์ที่เข้าสู่ระบบการฝากครรภ์ของโรงพยาบาล อันดับ 2 คือ กลุ่มคนที่ใช้ยา PEP และอันดับ 3 คือ ผู้ต้องขังในเรือนจำที่มีกระบวนการคัดกรองมาตั้งแต่ต้นทาง
.
จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เราได้เรียนรู้ว่าเอชไอวีไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ #ทุกคน ที่มี #พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับคู่แบบสอดใส่โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยและการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
.
การประเมินความเสี่ยงและเข้ารับการตรวจเอชไอวีสามารถทำได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องให้ซีดี 4 ลงต่ำ หรือรอให้ป่วย ที่สำคัญในระบบหลักประกันสุขภาพทุกระบบการรักษาให้สิทธิการตรวจเอชไอวีฟรีปีละ 2 ครั้ง สามารถจ่ายยาต้านไวรัสฯ ได้เลยหากพบเชื้อ หรือลงทะเบียนผ่านทางแอปฯ เป๋าตังค์ เพื่อขอรับถุงยางอนามัยได้ฟรี !!!
.
#เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ #เอดส์รักษาได้ #เอชไอวีควบคุมได้ #ใครๆก็ติดเชื้อเอชไอวีได้
.