“หนูมีตุ่มขึ้นตามตัว หนูติดเชื้อHIV มั้ยคะ?”

23 May 2014
www.thaiplus.net

“ผมมีตุ่มแดงๆ ขึ้นตามร่างกาย ใช่อาการของคนเป็นเอดส์หรือเปล่าครับ?”

“เพื่อนหนูเค้าท้องเสียค่ะ แล้วก็น้ำหนักลดลง ใช่อาการของเอดส์ไหม แล้วมันติดกันได้รึเปล่า?”

“อาทิตย์ก่อนผมไปตากแดดมา ผมรู้สึกว่าตัวดำขึ้น เกี่ยวกับเอชไอวีไหมครับ แล้วเป็นระยะไหนแล้ว?”


นี่เป็นส่วนหนึ่งจากหลายๆ คำถามที่รวบรวมจากเฟซบุ๊คของเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ที่บางคนอาจเคยได้ยินหรือแม้กระทั่งสงสัยดังเช่นคำถามข้างต้น ว่าอาการมีตุ่มขึ้นตามผิวหนังในร่างกาย น้ำหนักลด ท้องเสีย หรือแม้กระทั่งดำขึ้น เป็นอาการที่บอกถึงการติดเชื้อเอชไอวีหรือเปล่า วันนี้www.thaiplus.net จะมาทำความเข้าใจ “ถูก” ให้กับ “ความเข้าใจผิด” เรื่องเอชไอวีกัน 

การติดเชื้อเอชไอวีนั้น จะไม่มีอาการที่บอกถึงการติดเชื้อฯ อย่างชัดแจ้งเหมือนที่ว่ามา หรือไม่ได้ทำให้เราป่วยในทันที นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “ดูไม่ออก บอกไม่ได้ว่าใครติดเชื้อฯ” เพราะแม้จะได้รับเชื้อเอชไอวีมาแล้ว แต่หากภูมิต้านทานในร่างกายของเรายังคงมีมากอยู่ เราก็จะมีร่างกายแข็งแรงเหมือนคนทั่วๆ ไป 

ทั้งนี้ หากต้องการจะสังเกตอาการอาจต้องรอ ๗ – ๑๐ ปี ผู้ติดเชื้อฯ ถึงจะเริ่มมีอาการป่วยเอดส์ หรืออาการป่วยที่เกิดจากภาวะการติดเชื้อฯ ซึ่งระยะเวลาที่เริ่มป่วยขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคน แล้วก็จะมีอาการแตกต่างกันไปตามแต่โรคที่เป็น ซึ่งโรคเหล่านี้เรียกว่าโรคฉวยโอกาส มีด้วยกันหลายโรค อย่างอาการของโรคที่เรามักนึกถึงหรือเห็นภาพอยู่บ่อยๆ คือ อาการของตุ่มพีพีอี ที่มีลักษณะคล้ายตุ่มมดหรือยุงกัด ขึ้นตามตัว แขนขา แต่อาการนี้ไม่ใช่อาการที่ผู้ป่วยเอดส์ ทุกคนต้องเป็นเสมอไป และโรคหลายโรค คนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวีก็สามารถเป็นได้ เช่น วัณโรคปอด งูสวัด เป็นต้น 

ผู้ติดเชื้อฯ จะป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสก็ต่อเมื่อรับเชื้อเอชไอวีมาระยะหนึ่ง จนทำให้ภูมิต้านทานถูกทำลายจนต่ำลง และไม่ได้เข้ารับการรักษา หรือเข้าถึงการรักษาช้า คือ มารักษาหลังจากที่ติดเชื้อฯ มานานหลายปีแล้ว 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะป่วยแล้ว ทุกโรคฉวยโอกาสก็สามารถรักษาได้ อีกทั้งหลายๆ โรคก็มียากินป้องกันได้ 

นอกจากนี้ ยังมีการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี ที่ทำหน้าที่ยับยั้งเชื้อเอชไอวีไม่ให้ไปทำลายภูมิคุ้มกันของเรา และเมื่อภูมิคุ้มกันไม่ถูกทำลาย โอกาสที่จะป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสก็แทบจะไม่มี ทำให้ร่างกายของผู้ที่มีเชื้อฯ แข็งแรงเหมือนคนที่ไม่มีเชื้อฯ 

และนี่ก็เป็นที่มาของคำว่า “ เอดส์ รักษาได้” และ “ผู้ติดเชื้อเอชไอวี” ไม่ต่างจากคนทั่วๆ ไป เพราะพวกเขาไม่ได้มี “อาการ” ให้ต้องสังเกต เหมือนกับที่ “เอดส์” ไม่ได้มีระยะ อย่างที่หลายๆ คนกลัวหรือเข้าใจ เอดส์ไม่มีระยะ ๑,๒,๓ หรือระยะสุดท้าย มีแต่ ระยะ “ป่วยเอดส์” กับ “ติดเชื้อเอชไอวี” เท่านั้น ถ้าอยากจะรู้ว่าเรามีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายหรือไม่ ทางเดียวที่จะรู้ได้คือต้องตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี 

ยิ่งถ้ารู้ว่าติดเชื้อฯ ได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะช่วยให้วางแผนดูแลสุขภาพตัวเองได้ดีขึ้น 

หากคุณมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ป้องกัน อย่ามัวแต่สงสัย หรือรอสังเกตอาการเลย ไปขอรับคำปรึกษาและตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวีดีกว่า

เนื้อหาล่าสุด

17 May 2018
          จากกรณีที่วันนี้ (๑๗ พฤษภาคม) โรงพยาบาลราชวิถีและองค์การเภสัชกรรม (อภ.) มีการตรวจนับรับยาในระบบการจัดซื้อยารวมของประเทศ...
18 Aug 2017
กรรมการสปสช.เสียงข้างน้อยยืนยันให้ สปสช.จัดหายาปี 61 ต่อไป เพราะกังวลคนไข้ขาดยาและราคาที่จะไม่ถูกเช่นเดิม ชี้คำแนะนำ สตง.ให้ โอนเงินไปยังรพ.ราชวิถี...
16 Aug 2017
เครือข่ายผู้ป่วย แถลงข่าว จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาจัดซื้อยารวมระดับประเทศ หลังถูก “รองนายกฯ วิษณุ” เบี้ยวนัดพบ ระบุสัปดาห์หน้าหากยังจัดซื้อยาปี 61...
8 Aug 2017
           ผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วประเทศร่วมกันรณรงค์ในเฟสบุ๊ค และสื่อสังคมออนไลน์ด้วยการโพสต์รูปและติดแฮชแท็ค #แก้กฎหมายให้สปสชซื้อยา เพื่อทวงถามต่อ...